จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Unknown

ใคร? คือจอมบงการโจรใต้ฟาตอนี

ใคร? คือจอมบงการโจรใต้ฟาตอนี


"Ibrahim"

ในที่สุด...โจรใต้ฟาตอนีก็ได้รับความสำเร็จ ในการทำให้ทุกคนเข้าใจได้ไม่ยากว่า เจ้าภาพของการต่อสู้ คือ “องค์กรศาสนาอิสลาม” โดยเฉพาะองค์กรศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทำหน้าที่เป็นแกนหลัก (เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า องค์กรอิสลามในกรุงเทพมหานครและในภูมิภาคอื่นๆ ไม่มีบทบาทในการต่อสู้) ทำให้โฟกัสลงไปได้เลยว่า ผู้นำศาสนา และผู้สอนศาสนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งวิธีการของโจรใต้ปาตานีมักจะอ้างอยู่ 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ

ประการแรก กล่าวอ้างว่าประเทศไทย ปกครองปัตตานีด้วยความไม่เป็นธรรม มีการกดขี่ข่มเหง

ประการที่สอง ร่ำร้องว่ารัฐบาลไทยข่มเหงรังแกอิสลาม...!!และไม่ได้รับความยุติธรรม
โจรใต้ฟาตอนี ได้อาศัย 2 ประเด็นนี้ เป็นชนวนคอยจุดกระแสและเป็นสาเหตุหลักก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในชุมชน ถ้าก่อปัญหาไม่ได้ ก็จะใช้วิธีการ “ทำร้าย” หรือไม่ก็อาศัยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ ทำการทิ้งใบปลิว แขวนป้ายผ้าทำการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่ให้ความร่วมมือรัฐ ควบคู่กับการปล่อยข่าวลือส่งผลให้สังคมมุสลิมปั่นป่วน เพราะชาวบ้านได้รับฟังแต่เรื่องที่ไม่เป็นความจริง

โจรใต้ฟาตอนี มีขีดความสามารถในการสร้างผู้นำศาสนา รวมทั้งครูสอนศาสนา (อุสตาส) ให้เป็นแกนนำในพื้นที่ต่างๆ แล้วแบ่งกันรับผิดชอบ ออกปฏิบัติการตามคำสั่ง และยังสามารถทำให้ผู้นำศาสนาเหล่านี้มีความเลื่อมใสศรัทธา พอกพูนอุดมการณ์อย่างชนิดถวายหัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการได้เป็นนักรบของพระเจ้า หลงเชื่อว่าเป็นการทำสงครามเพื่อปลดปล่อยอิสลามจากการกดขี่ข่มเหงของคนต่างศาสนา

แล้วก็สร้างภาพให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า “คนอิสลามทุกคนคือนักรบของพระเจ้า ถ้าใครไม่รบก็จะต้องให้ความช่วยเหลืออย่างอื่นแทน หรือถ้าช่วยเหลือไม่ได้ก็ต้องยืนอยู่ข้างเดียวกัน ทุกคนต้องสาบานว่า จะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปัตตานีให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้า โดยถือคำสาบานว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนได้เปล่งวาจาออกมาด้วยความเสียสละ ไม่กลัวตายใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นคำสัตย์สูงสุด”

โจรใต้ฟาตอนี ได้ใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบ ด้วยการอบรมบ่มนิสัย สร้างนักรบรุ่นใหม่ สร้างความฮึกเหิม ความกล้าหาญ ทำให้ผู้ที่ได้รับการอบรม จะยินยอมพร้อมใจ ยอมมอบตัวเองเข้าไปรับใช้ โดยไม่ได้นึกแม้แต่นิดว่าแผ่นดินที่อ้างว่าจะปลดปล่อยให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้านั้น ที่แท้ก็คือจังหวัดปัตตานีที่เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา

โจรใต้ฟาตอนี บิดเบือนข้อเท็จจริง ปลอมประวัติศาสตร์ ทำให้เชื่อว่าปัตตานีและอีกหลายจังหวัดเป็นส่วนหนึ่งของมลายู แต่ต้องเสียดินแดนให้ไทยเพราะอังกฤษเข้ามารุกราน แล้วอังกฤษก็แบ่งส่วนนี้ให้ประเทศไทยยึดครอง

เมื่อประเทศมลายูทั้งหมดได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ประเทศไทยไม่ยอมให้เอกราชแก่ปัตตานีแม้เพียงตารางนิ้วเดียว


สิ่งเหล่านี้คือการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

ความจริงในประวัติศาสตร์นั้น ปัตตานีและอีกหลายจังหวัดในแหลมมลายู เป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ไทรบุรี เป็นต้น ปัจจุบันนี้ก็ยังมีหมู่บ้านไทยตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน รัฐเปอร์สิส และเมืองอะโรสตาร์ หมู่บ้านบางหมู่บ้าน ยังมีชื่อไทย เช่น หมู่บ้านนาคา คนไทยในประเทศมาเลเซียพูดไทยสำเนียงกรุงเทพฯ เหมือนคนบางกอกไม่มีผิดเพี้ยน!!

ประเทศไทยเสียอีกที่เสียดินแดนให้อังกฤษ เมื่ออังกฤษปล่อยมาเลเซียให้ได้รับเอกราช แทนที่ประเทศไทยจะได้ดินแดนคืน กลับสูญเสียดินแดนไปอีกรวมแล้ว 5 จังหวัดด้วยกัน เช่น จังหวัดปีนัง เป็นต้น

ดินแดนปัตตานี เป็นของประเทศไทยตั้งแต่โบราณกาล แต่เนื่องด้วยคนมลายูได้อพยพเข้ามามาก ประกอบกับนับถือศาสนาอิสลาม จึงอ้างไปส่งเดชว่า ไทยปกครองปัตตานีมายาวนาน ไม่ยอมให้เอกราช

เรื่องง่ายๆ ในประวัติศาสตร์โดยแท้ แต่กลายเป็นเรื่องยุ่งเหนิง ถูกโจรใต้ปาตานี แหกตา เอาไปโฆษณาชวนเชื่อ ตั้งแต่เมื่อ 500 ปีก่อน จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันยังไม่ยอมเลิกรา..
วิธีการที่พวกโจรใต้เอามาใช้อย่างได้ผล นั้นคือเรื่องของการ “บิดเบือน” แล้วก็สร้างสิ่งที่บิดเบือนให้น่าเชื่อถือว่า ว่าเป็นเรื่องจริง โจรใต้ปาตานี ได้อาศัยสถาบันศาสนาอิสลาม แล้วอ้างเอาพระเจ้า หรือ “องค์อัลเลาะห์” มาเรียกร้องความเป็นพวกเดียวกันจากชาวบ้าน ซึ่งเป็นอิสลามด้วยกันพี่น้องอิสลามผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อของโจรใต้ปาตานี ขยายวงกว้างออกไปทุกที


โจรใต้ฟาตอนี ชี้ให้เห็นว่า การปกครองที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติที่แท้จริง ต้องเป็นรัฐอิสลามเท่านั้น ผู้นำของประเทศ ต้องใช้หลักการของพระศาสนาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง เมื่อปัตตานีได้รับการปลดปล่อย คณะกรรมการจะทำการเลือกเฟ้นอย่างสำคัญที่สุด เพื่อจะสรรหาผู้นำของประเทศ

รู้กันในหมู่ชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส ว่ามีทางสองแพร่งที่จะต้องเลือกเดินในอนาคต แพร่งที่หนึ่ง ผู้นำสูงสุดเลือกมาจากสายสุลต่านเก่า หรือ/แพร่งที่สอง เลือกมาจากผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม หรือจะได้รับการสถาปนาเป็นสุลต่านองค์แรก

วันนี้ ถ้าอยากดูโฉมหน้าของผู้บงการ กับโฉมหน้าใครถูกจองตัวให้เป็นประธานประเทศ จะไม่เหมือน...คนที่ “บงการ” กับคนที่จะมาเป็น “สุลต่าน” ไม่ได้เกี่ยวกัน คนที่จะมาเป็นผู้นำหรือสุลต่าน ไม่ได้ร่วมบัญชาการรบ แต่ได้ทำหน้าที่ในระดับสากล

คนที่บัญชาการ ก็บัญชาการรบ ทำหน้าที่ “รบ” เป็นการจำเพาะโฉมหน้าของผู้บงการ ที่คนไทยอยากรู้ว่าเป็นใคร(?)นั้น ถ้าต้องการรู้จริงๆ ก็ไม่เกินบ่ากว่าแรงที่จะรู้ได้ ซึ่งผู้สันทัดกรณีได้บอกวิธีการดูเอาไว้ ดังนี้

1. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ “อับดุลกาเดร์” ว่ามีใครเป็นคนสายนี้?

2. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ “หะยีสุหลง” ว่ามีใครเป็นลูกเต้า เหล่ากอ?

สรุปแล้วมีอยู่ 2 สายเท่านั้น ดูได้ไม่ยากเลย ดูแล้วจะร้อง “อ๋อ” คนนี้นี่เอง ทีนี้...ถ้าอยากรู้ให้ชัด ก็ต้องค้นหาว่า "ใคร"...คือสายเลือดของ"อับดุลกาเดร์"...? และใครคือสายเลือดของ "หะยีสุหลง" ? คนใดคนหนึ่งใน "ต้นตระกูล" นักสู้ดังกล่าวนี้ คือจอมบงการอย่างแน่นอน

และถ้าจะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็ต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า ทั้งอับดุลกาเดร์ (พ.ศ. 2540) เรื่องราวเมื่อ 109 ปีก่อน และหะยีสุหลง อับดุบกาเดร์ (พ.ศ. 2494) เรื่องราวเมื่อ 55 ปีผ่าน เป็นเชื้อสายเดียวกันหรือไม่


เมื่อวิเคราะห์อย่างนี้ ก็จะเหลือ “ผู้บงการ” อยู่หนึ่งเดียวขณะนี้มีบัญชีรายชื่อผู้บงการอยู่หลายคน เช่น มะแซ อุเซ็ง (ค่าหัว 5 ล้านบาท)สะแปอิง ผู้โด่งดังจากโรงเรียนธรรมวิทยา และ ดร.วัน กาเดร์ หัวหน้าขบวนการ “เบอร์ซาตู” ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย

ไม่มีใครรู้ว่า ดร.วัน กาเดร์ เป็นลูกหลานใคร แต่การที่เขาก้าวขึ้นมาเป็น “แม่ทัพใหญ่” ควบคุมทุกขบวนการเอาไว้ในคอลโทรล ชื่อขบวนการของเขา ไม่ใช่เขาตั้งเอง แต่เขาได้จับเอาองค์กรจัดตั้ง 23 องค์กร เข้ามาเป็นหนึ่งเดียว จึงเรียก เบอร์ซาตู โดยไม่มีคำว่า “พูโล” พ่วงท้ายเลย เบอร์ หมายถึง “อับดับที่...” ซาตู..หมายถึง “หนึ่ง”

ผู้สันทัดกรณีเอง ก็ไม่อาจวิเคราะห์ฐานะของ ดร.วัน กาเดร์ ได้ แต่น่าจะเชื่อว่า นายคนนี้คือกระเป๋าเงิน “หนึ่งหมื่นล้าน” ที่เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู สร้างกองทัพพระเจ้าให้เติบโตขึ้นมา นอกจากจะเป็นกระเป๋าเงินแล้ว เขายังเป็นที่ยอมรับของนักการเมืองในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะคือ ท่านอดีตนายกฯ มหาเธร์

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโฉมหน้าของจอมบงการ จะยังไม่ชัดก็ตาม ภาพได้ปรากฏชัดออกมาว่า องค์กรศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือเจ้าภาพตัวจริง!!


โจรใต้ฟาตอนี เองมีความจงใจทีจะให้เจ้าภาพตัวจริง คือสถาบันอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โจรปัตตานีสามารถชูเอาศาสนาขึ้นมาเป็นจอมทัพ โดยพยายาม “ปั้นกรอบ” ให้เป็นภาระหน้าที่ของชาวอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น เป็นการปกป้องอิสลามจากส่วนกลางไม่ให้ได้รับผลกระทบ

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ได้อาศัย “พลังอิสลาม” เป็นทฤษฏีชี้นำไปในตัวเสร็จพร้อมกันนี้ ก็ได้ป้องกันมิให้อิสลามจากส่วนกลาง เช้ามามีบทบาทร่วมโดยเฉพาะในความเชื่อที่ว่า ถ้าได้รัฐปัตตานีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นท่านจุฬาราชมนตรี หรืออิสลามคณะใดก็ตาม ไม่ใช่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากชาติที่ตั้งขึ้นใหม่ในโลก

พวกเขาคิดการไกลขนาดนั้น ผมพยายามที่จะกะเทาะเปลือกให้เห็นใบหน้าจอมบงการ คือใคร ซึ่งตอนนี้ท่านอ่านออกได้เองแล้วว่า “คนนั้นกับคนนี้” คือจอมบงการ แม้ว่าโจรใต้ปาตานีจะหาทางให้ศาสนาอิสลามเป็นเจ้าภาพที่แท้จริง แต่โจมบงการที่แท้จริงมิใช่ศาสนา แต่เป็นคนที่มีพละกำลังอำนาจ และอิทธิพล ที่สำคัญคนๆ นั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพี่น้องมลายูปาตานี

แล้ววันนี้...เขาบงการต่อ...ในขณะที่รัฐบาลบอกว่า ไม่รู้ว่าเป็นใคร?...จนถึงไข่แดงแล้วคลี่ให้ดูว่า   “ไฟใต้...ใครบงการ?” เมื่อท่านอ่านจบ โปรดจำขื่อเอาไว้...โจรใต้ปัตตานีพวกนี้ ป้วนเปี้ยนอยูในแวดวงการต่อสู้ อยู่ไม่ไกลจากตัวท่านหรอกครับ

Cr. http://pulony.blogspot.com/2016/10/blog-post.html?m=1
Read More

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Unknown

อิสลามเลือกแล้วจังหวัด "นำร่อง" ในภาคอิสาน!!!

ผมได้รับข่าวมามื้อเช้านี่ครับ.
 ตอนนี้คนอิสลามได้เลือกจังหวัดขอนแก่น นำร่องในภาคอิสาน นำเงินมาให้คนขอนแก่นเฮายืม


 ขอนแก่นเฮาเป็นจังหวัดแรกโดยให้จัดตั้งเป็นกลุ่มๆ100 คน ตอนนี้ได้แล้ว เกือบ 100 กลุ่ม โดยให้ยืมเงินของศาสนาอิสลามคนละ 1,000,000 บาท

 โดยให้มีโฉดที่ดินคำ้ประกันใว้ เก็บดอกร้อยละ 1 บาทต่อปี ในตอนนี้มีตำรวจ ครู กศน ครูที่กเษียนแล้วเข้าร่วมกลุ่มหลายแล้ว 



โดยเรื่องนี้เขาบ่ให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศประชาสัมพันธ์ ผู้ที่จะเข้าร่วมกลุ่มให้ปิดข่าวโดยให้รู้เฉพาะคนใกล้ชิด ที่จะเข้าร่วมกลุ่มเท่านั้น

 ที่ทราบมาตอนนี้ข้าราชการเข้าร่วมหลายแล้ว.

 วันที่ 15 ตุลาคม นี้ เข้าจะนัดกันทำสัญญา ผู้ที่บ่เห็นชอบกับเขาสามารถถอนตัวได้ เมื่อทำสัญญากันผ่านแล้ว เขาจะโอนเงินเข้าให้ผ่านธนาคารกรุงเทพ

Cr.Bancha Yrom
Read More

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Unknown

ศาสนาอิสลาม เป็นอันตรายต่อชาวพุทธ เป็นอย่างมาก!!!

ศาสนาอิสลามอันตรายต่อชาติพันธ์ุอีสานเป็นอย่างมาก !!!
ไม่เหมือนศาสนาอื่นๆ ที่เขาอยู่อย่างสันติสุขและมีสิทธิเสรีภาพร่วมกันอย่างเสรีได้ 



 ภายในศาสนาพระเจ้าองค์เดียวกัน แม้จะมีกลุ่มแยกแตกไป ทุกศาสนา เช่นพุทธศาสนาเอง ก็ยังมีพุทธนิกายต่างๆ และคริสต์เองก็ยังมี 2 นิกายเช่นเดียวกัน

 และแต่ละศาสนา ล้วนมีศาสดาของใครของท่าน ต่างคำสอนกันไป คุณรู้หรือไม่ว่า >>ศาสนาเหล่านั้น ที่นับถือองค์ศาสดาองค์เดียวกัน แต่สองความคิด และคำสอน ที่แตกต่าง แต่ศาสนาเหล่านั้นไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรต่อมวลมนุษยชาติเลย

 ถึงแตกต่าง >>แต่ต่างคนต่างอยู่และให้เสรีภาพต่อกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และเกิดความรักสามัคคีกันได้ คนไทยบางคนยังนับถือทั้ง 2 ศาสนาได้ ไม่มีกฏห้าม

แต่ศาสนาอิสลามนี่สิ อันตรายอย่างไรเหรอ ??? ก็อันตรายที่เราเห็นกันจะจะ และเห็นกันทั่วโลกถึงความเป็นอันตรายของอิสลามเรารู้ดีว่ามีดีและไม่ดี 2 กลุ่ม 2 ความคิด ถึงมีการฆ่ากันตัดหัวคนอิสลามด้วยกันก็ล้วนแต่ชาวอิสลามด้วยกันเอง

 นี่ไงครับ สิ่งที่เราไม่ต้องการ ศาสนาคุณคิดต่างกันทั้งๆที่ศาสดาเดียวกัน แต่กลุ่มคิดต่างฆ่าได้ทำทุกอย่างทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อพระเจ้าได้

 สักวันหนึ่งได้เข้ามาแผ่นดินอิสานชักจูงประชาชนที่เขามีความสุขกับการอยู่ในพระพุทธศานามาช้านานคน เกิดอนาคตกลุ่มมุสลิมเข้ามาจากที่อื่นมากมายแฝงทั้งสองความคิดอนาคตบรรลัยแน่นอน

 ขนาดภาคใต้พวกมุสลิมเผาวัดเผาวาทำลายของคนเห็นต่างศาสนา
ศาสนาอื่นๆ ศาสดาองค์เดียวกัน และหลายนิกายหลายความคิดแต่เขาอยู่กันแบบมีความสุข ไม่ไปบังคับใคร ทุกคนมีเสรีภาพ

แต่มุสลิมศาสดาองค์เดียวกัน มีสองนิกายสองความคิด แต่อีกนิกายกลับมีแต่ความรุนแรง ฆ่าคนเห็นต่างศาสนาได้ ดังที่ประชาคมโลกเห็นกัน แค่ด่าศาสดา พวกท่านก็จะหาวิธีฆ่าอย่างเดียว นี่แค่บางส่วนเท่านั้น

ส่วนผลกระทบต่อคนอิสาน ที่มีฮีต 12 คอง 14 ตลอดทั้งปีคนอิสานมีความรักความสามัคคีกันเวลาทำบุญงานบุญงานศีลก็จะร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ

 และมีสิ่งบันเทิงรื่นเริงต่างๆในวัฒนธรรมแบบอีสานไม่ว่าจะงานบุญ งานแต่ง งานศพ งานบวช และงานอื่นๆมากมายล้วนแต่ผูกพันธ์กับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 พวกเราอยู่อย่างสงบและมีความสุขไม่มีความระแวงเรื่องระเบิดหรือก่อการร้าย อย่าให้อนาคตได้มีแต่ความระแวงอีกเลย ต่างคนต่างอยู่ 

ไปสร้างที่มีคนมุสลิมอยู่กันเยอะ ลองคิดดูถ้ามัสยิดอยู่ในหมู่บ้าน และชาวบ้านบางคนแน่นอนอาจจะมีการหลงเชื่อเข้าไป คิดดูครับ งานศพ งานแต่ง และงานอื่นๆทำกิจกรรม 2 ศาสนา วุ่นวายแน่

 ทุกวันมีละหมาดเสียงดัง ตลอดใน5เวลา และทางวัดก็สวดมนต์ทำวัตร คนต่างคนไปทำกิจกรรมของศาสนาดัวเอง ความเชื่อแตกแยกในครอบครัวเกิดขึ้น

 ความสุขที่อีสานเคยมี ความสามัคคีต่างๆน้อยลง สุดท้ายขัดแย้งกัน และนำไปเป็นเหตุให้ทำร้ายกัน เผาวัดเผาวา ดั่งสามจังหวัดชายแดนใต้และทั่วโลก หยุดตั้งแต่ตอนนี้ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

 นี่ไม่ใช่นิยายหรือมโนไปเองของแท้แน่นอน เพราะทางภาคใต้ก็ยังเป็นอยู่ทุกวันนี้ หลายๆอย่างครับมากมายที่แตกต่างกันและไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

 ไม่เหมือนศาสนาอื่นๆ มุสลิมไม่คุมกำเนิดมีภรรยาหลายคนได้ ใครแต่งงานด้วยต้องถือมุสลิมอีก พวกเราจะไม่ยอมให้อิสลามเกลื่อนทั้งอีสาน หรือไม่ยอมให้ถูกกลืนได้ในอนาคต !!!

Cr.บึงกาฬไม่เอามัสยิด
Read More

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Unknown

อีลสๅมไม่ว่าที่ไหน ? อยู่กับใครไม่ได้จริงๆ

อีลสๅมไม่ว่าที่ไหน อยู่กับใครไม่ได้จริงๆ 


เมื่อพวกเขามีกำลังเมื่อไหร่เป็นต้องทำสงครามศาสนาหาทางยึดประเทศนั้นๆ ให้ได้ 

https://www.facebook.com/mahachonkonkla/videos/1183412708386808/?hc_ref=NEWSFEED

ถ้ายึดไม่ได้ก็ขอแบ่งแยกประเทศนั้นก็ยังดี นี่คือลัทธิอีลสๅมเขาล่ะ
----------------------------------
เปิดโปงโดย : คุณ Jaew
Read More

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Unknown

ข้าราชการไทยปัจจุบัน ถูกอิสลามยึดหมดแล้วจริงหรือ ???

:: ที่นี่ประเทศไทยดินแดนที่เอาใจและให้โอกาสกับศาสนาอื่นจนขาดความเฉลียวใจ!!!

ภาพชาวมุสลิมปิดล้อมวัดหนองจอก


 ไม่เคยเอาอดีตมาศึกษาว่า "เมื่อใดก็ตามที่แต่งตั้งคนนอกศาสนามาเป็นผู้มีอำนาจระดับนโบายหรือผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกระทรวงทบวงกรม

 คนเหล่านั้นได้ออกกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อศาสนาของเขาขึั้นมาใช้ทันที เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นอิสลาม อธิบดีกรมการศาสนาเป็นคริสต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีช่วยฯเป็นอิสลาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นอิสลาม ก็เคยมีมาแล้วทั้งสิ้น

 ถึงขนาดต้องนำพระพุทธรูปประจำกระทรวงออกจากห้องรับรองก็เคยมีมาแล้ว และคนเหล่านี้มาออกนโยบายเอื้ออำนวยกับอิสลามมากมาย !!!



  มาผลักดันกฎหมายสำคัญ ๆ และเมื่อกฎหมายมีผลบังคับแล้ว วันหนึ่งวันใด คนของเขามามีอำนาจโดยตรงตามกฎหมาย ก็จะทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์กับพวกเขาเกิดขึ้นตามมาอีกมากมายอย่างง่ายดาย

  เพราะมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวทางการเมืองของคนพุทธไม่เคยคิดวิเคราะห์ให้รู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้เลย วันนี้จึงอยากให้ชาวพุทธได้รับรู้และพิจารณาดูพรบ.ศาสนาอิสลาม ๒ ฉบับ 
* * * * *
@ กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ในการบริหารประเทศชาติ เมื่อศัตรูยึดกฎหมายได้ และออกกฎหมายมาบังคับพลเมืองได้ ประชาชนก็ถูกกำจัดด้วยกฎหมาย ไม่ตายก็เหมือนตาย ไม่สิ้นชาติก็เหมือนสิ้น

@ มูลเหตุที่พูดเช่นนี้ เพราะมีกฎหมายและ พรบ.ของศาสนาอิสลามที่ประกาศใช้ทับกับกฎหมายไทยอยู่ในเวลานี้ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องเลย และส่วนมากก็คิดว่ามันเป็น พรบ.บริหารกิจการภายในของศาสนาอิสลามเอง คงไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อคนในศาสนาอื่นมั้ง คนทั่วไปคงคิดเช่นนี้

 แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น มันเป็นกฎหมายที่แอบแฝงเข้ามาอยู่ในอำนาจของรัฐ แล้วมีผลบังคับให้รัฐต้องทำตาม พรบ.นั้นๆ ด้วย เช่น ต้องจัดสรรงบประมาณให้เขา การแต่งตั้งคนของเขาให้เป็นพระราชอำนาจ รวมไปถึงมีบทลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามอีกด้วย และอัตราโทษทั้งจำทั้งปรับในอัตราที่สูงผิดปกติ

@ ต่อไปนี้ เป็นบทวิเคราะห์และชี้ประเด็นที่เป็นการยึดครองประเทศไทยโดยกฎหมายอย่างไร ขอเริ่มที่พรบ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐

๑. ด้านบุคลากรที่ถูกยกระดับด้วยกฎหมาย
ตามความในมาตรา ๖ กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย โดยให้นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นจุฬาราชมนตรีขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง และให้มีเงินเดือนตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ในมาตรา ๘ ได้กำหนดหน้าที่ของจุฬาราชมนตรีไว้ว่า

(๑) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม (ซึ่งศาสนาอื่นๆ ไม่เคยมีอำนาจหน้าที่เช่นนี้มาก่อน) นี้เป็นเหมือนดาบอาญาสิทธิ์ว่า ทางราชการจะทำอะไรนั้นจะต้องหารือเขาเสียก่อน และห้ามทำเกินกว่าที่เขาเสนอความเห็นมา

(๒) ถ้าจุฬาราชมนตรีไม่ให้คำปรึกษาเอง ยังมีอำนาจแต่งตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามได้อีกด้วย ดังนั้น ไม่ว่าหน่วยงานราชการไหน จะทำอะไรที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเขาทั้งหมด

 ซึ่งศาสนาอื่นๆ เช่นศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาหลักของประเทศยังไม่มีสิทธิ์เช่นว่านี้เลย และที่สำคัญคำว่า บทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามนั้น หมายถึงคัมภีร์อัลกูรอาน ที่เต็มไปด้วยการสั่งฆ่าผู้ไม่ได้นับถืออิสลาม หรือแม้แต่คนที่นับถือแล้ว จะหันหลังให้อิสลาม นั่นแสดงว่า ความรุนแรงกำลังจะตามมาแน่นอน

@ นอกจากนี้ มาตรา ๑๖ ยังกำหนดให้โปรดเกล้าแต่งตั้งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยขึ้น แต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และมาตรา ๒๓ กำหนดให้จังหวัดใดที่มีมัสยิด ๓ แห่งขึ้นไป

 ให้จังหวัดนั้นแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขึ้นคณะหนึ่งจำนวน ๙ ถึง ๓๐ คน และให้มีประธาน รองประธาน เลขานุการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามความจำเป็น และให้กระทรวงมหาดไทยประกาศชื่อผู้ได้รับตำแหน่งต่างๆ ในราชกิจจานุเบกษา นี้คือ การกำหนดให้หน่วยงานราชการต้องเป็นผู้รับสนองงานของพวกตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  นอกจากนี้ มาตรา ๑๐ ยังกำหนดไว้ว่า (๑) จุฬาราชมนตรี (๒) กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (๓) กรรมการอิสลามประจำจังหวัด (๔) กรรมการอิสลามประจำมัสยิด มีสิทธิ์สวมเสื้อครุยและประดับเข็มพระปรมาภิไธยได้เหมือนกันหมดทุกคน นี้คือ การยกระดับคนของเขาให้สูงกว่าคนในศาสนาอื่นๆ

คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีหน้าที่๑๑ ข้อ ขอนำมาเฉพาะที่สำคัญๆ คือ

(๑) ให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ข้อนี้คือตั้งบุคคลกำกับจี้ให้ ๒ กระทรวงนั้นต้องจัดสรรงบประมาณต่างๆ ออกมาให้ศาสนาอิสลามตามที่กำหนดไว้ในมาตราต่างๆ อย่างไม่มีทางเลือก


(๔) ออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและการจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและมัสยิด


(๑๐) ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางศาสนาและการศึกษาศาสนาอิสลาม


(๑๑) ประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในกิจการที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม


เหล่านี้ คือ คนของศาสนาอิสลามจะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการอยู่ตลอดเวลา จึงเท่ากับว่าเขาครอบงำหน่วยงานของรัฐได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้วนั่นเอง

มาตรา ๓๐ ได้กำหนดกรรมการอิสลามประจำมัสยิดไว้ดังนี้ (๑) อิหม่าม เป็นประธานกรรมการ (๒) คอเต็บ เป็นรองประธาน (๓) บิหลั่น เป็นรองประธาน และทั้ง ๓ คนนี้ ให้ถือว่าไม่เป็นนักพรตหรือนักบวช เพื่อให้สามารถเล่นการเมืองได้ (๔) สัปปุรุษประจำมัสยิด โดยกำหนดให้มี ๖ -๑๒ คน ที่มีอายุตั้งแต่๑๕ ปีขึ้นไป

สรุปว่า ตามพรบ.อิสลามฉบับนี้ บุคลากรของศาสนาอิสลามทุกคนได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้ง มีเงินเดือนประจำตำแหน่ง มีสิทธิสวมเสื้อครุยและประดับเข็มปรมาภิไธยได้ และเป็นที่ปรึกษากำกับกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ มันเป็น พรบ.ที่เป็นเหมือนกฎหมายทับซ้อนกับกฎหมายไทยอีกอันหนึ่งที่คนทั่วไปไม่ทราบ

๒. ผลประโยชน์ที่ไม่ต้องลงทุน
มาตรา ๕ กำหนดว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 มาตรานี้ เป็นการกำหนดหน้าที่ให้ทั้ง ๒ กระทรวงหลักออกกฎระเบียบต่างๆ มาสนองงานของศาสนาอิสลามได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ตามคำปรึกษาเสนอแนะของคณะกรรมการกลางอิสลาม เช่น มาตรา ๑๑ กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการตั้งอิสลามวิทยาลัยขึ้นได้ในทุกจังหวัด เมื่อเห็นสมควร

 ข้อนี้ถ้ามีคนอิสลามขึ้นมาเป็นเจ้ากระทรวงจะมีอิสลามวิทยาลัยขึ้นได้ทุกจังหวัดเลย และจะรวดเร็วมากๆ สิ่งที่ซ้ำใจที่สุด คือ ทุกอย่างใช้งบประมาณหลวงทั้งหมด ตั้งแต่ซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้าง อุปกรณ์การเรียน รวมไปถึงค่าสอนที่เป็นครูอิสลาม แต่สอนศาสนาอิสลาม เรียนภาษาอิสลาม

 ต่อมา มาตรา ๑๒ การสร้าง การจัดตั้ง การย้าย การรวม การเลิก และการจดทะเบียนมัสยิด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกระทรวง การจัดตั้งการร่วม และการเลิกมัสยิดให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

การสร้างมัสยิดในข้อนี้ ก็เช่นเดียวกันใช้งบประมาณหลวงทั้งหมด และกรรมการประจำมัสยิดก็มีเงินเดือน เรียกว่า ใช้ของหลวงฟรี ด้วยผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ที่พวกเขาไม่ต้องลงทุนเลย มีแต่ได้ล้วนๆ พวกเขาจึงเร่งหาสถานที่สร้างมัสยิดให้ครอบคลุมทั้งประเทศและเป้าหมายคือ ให้ครบทุกตำบล

นอกจากใช้งบหลวงแล้ว ผู้รับเหมาสร้างมัสยิดจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากพวกเขาเอง โดยมัสยิดแต่ละแห่งใช้งบประมาณเป็นหลัก ๑๐๐ ล้านบาท และเงินเหล่านี้พวกเขาก็ได้เองทั้งหมด

ถ้าพรบ.ฉบับนี้เปลี่ยนชื่อจากพระราชบัญญัติบริหารกิจการศาสนาอิสลาม มาเป็นพระราชบัญญัติบริหารกิจการพระพุทธศาสนาแล้ว พวกเราชาวพุทธไม่ต้องเหนื่อยกับการบอกบุญใครๆ อีกต่อไป แม้นั่งอยู่ที่บ้านหรือนอนอยู่ที่วัดก็จะมีเม็ดเงินต่างๆ ไหลเข้ามาหาอยู่ตลอดเวลา ศาสนาคงจะเจริญรุ่งเรืองมาก ถ้าเป็นเช่นที่ว่านี้ มันคงจะสบายไปตลอดชาติเลยชาวพุทธเรา

๓. พรบ.ส่งเสริมการฮัจย์ ๒๕๒๔
อีกฉบับหนึ่งของ พรบ.อิสลาม คือ พรบ.ส่งเสริมการฮัจย์ มาตรา ๖ ได้กำหนดหน้าที่ให้กระทรวงต่างๆ ของไทยทั้งหมด ๑๓ กระทรวงด้วยกัน ในการมีส่วนช่วยการไปทำพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดิอารเบียของคนมุสลิม ประกอบด้วย

๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 
๒. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 
๓. ปลัดกระทรวงคมนาคม 
๔. ปลัดกระทรวงมหาดไทย 
๕. ผู้แทนกระทรวงต่างประเทศ 
๖. ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข 
๗. ผู้แทนกรมการปกครอง 
๘. ผู้แทนกรมตำรวจ 
๙. ผู้แทนกรมประชาสงเคราะห์ 
๑๐. ผู้แทนกรมประมวลข่าวกลาง 
๑๑. ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ 
๑๒. ผู้แทนคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 
๑๓. ผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆ อีกไม่เกิน ๔ คน

นอกจากนี้ มาตรา ๑๔ ยังกำหนดให้อธิบดีกรมการศาสนาเป็นเลขาธิการโดยตำแหน่ง และให้กรมการศาสนาทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ อีกด้วย มีหน้าที่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการหรือที่กรรมการมอบหมาย ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และอื่นๆ

จากทั้ง ๒ มาตรานี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมากต้องมาบริการชาวมุสลิมที่ต้องไปฮัจย์ทุกปี และจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้พวกเขาไปฟรี ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะมีกฎหมายมาตราสำคัญบังคับไว้ให้ต้องทำ คือ

มาตรา ๑๕ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕ (๑) หรือ (๒) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๑๖ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕ (๓) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๑๗ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ เงื่อนไข หรือมาตรการใดๆ ซึ่งออกตามมาตรา ๑๑ (๒) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

ในการไปฮัจย์นี้ก็คล้ายๆ กับการสร้างมัสยิด คือมีบริษัทมารับเหมาช่วงในการรับจัดบริการขนส่งให้กับผู้ไปฮัจย์ด้วย โดยมาตรา ๕ (๑) (๒) (๓) กำหนดให้มีการรับจัดบริการขนส่ง ซึ่งผู้ที่ไปจะถือไปเองไม่ได้ ต้องมีบริษัทรับเหมาขนสัมภาระให้ตลอดการเดินทาง และบริษัทเหล่านี้ ก็เป็นของพวกเขาเอง ไม่ต่างไปจากการสร้างมัสยิดเลย

สรุปว่า ข้าราชการไทยทุกตำแหน่งถูกอิสลามยึดหมดแล้ว ที่สำคัญ คือ งบประมาณมหาศาลที่ใช้ไปกับกิจการของอิสลามทั้งสร้างมัสยิด ทั้งการไปฮัจย์ และอื่นๆ แต่ละปีหลายพันล้านบาท หรืออาจเป็นหมื่นล้านบาท

ขอให้ท่านทั้งหลายหลับตานึกภาพดูจะรู้ว่า ประเทศไทยเรา ที่บรรพบุรุษกอบกู้มา และรักษาไว้ จะมาสิ้นชาติเอาในยุคของพวกเรานี้เอง..... เศร้าสุดๆ....อนิจจา! 

รู้แล้วก็เก็บไว้ ไม่ต้องแชร์หรอกนะ รอให้คนนอกศาสนามาเป็นใหญ่ในบ้านเมืองให้มาก ๆ แล้วค่อยแชร์
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559

Unknown

รู้ไว้ใช่ว่า... มัสยิดเป็นมากกว่าศาสนสถาน !!!

มัสยิดเป็นมากกว่าศาสนสถาน !
อีก ๑ เหตุผล : ทำไมประเทศไทยต้องมี "มัสยิด" ?

เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า "มัสยิด" คือศาสนสถานในศาสนาอิสลาม เพื่อให้ชาวมุสลิมได้ใช้เป็นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาตามที่ชาวมุสลิมทั่วโลกปฏิบัติกัน !!



แต่... สำหรับประเทศไทยนั้น "มัสยิด" เป็นสิ่งบ่งชี้ในแต่ละพื้นที่มากกว่านั้น !!

นั่นคือ "มัสยิด" เป็นสิ่งยึดโยงให้ "ศาสนจักรมีผลผูกพันกับอาณาจักร" ซึ่งได้มีการตราเป็นกฎหมายไว้อย่างชัดเจนใน พ.ร.บ. การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ หมวด ๔ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (ตั้งแต่มาตราที่ ๒๓ ถึง ๒๙)

ซึ่งมีสาระสำคัญที่น่าสนใจ คือ มาตรา ๒๓ กำหนดไว้ว่า..

"จังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลามและมีมัสยิดไม่น้อยกว่า ๓ มัสยิด ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยประกาศให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และให้ให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ"

 นอกจากนั้นอำนาจหน้าที่ใน มาตรา ๒๖ ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ยังน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือ (๑) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด นั้นๆ

สรุปก็คือ "จังหวัดไหนที่สามารถสร้างมัสยิดได้ครบ ๓ แห่งเมื่อไหร่ ก็จะมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยกฎหมาย และเมื่อไหร่สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ครบ ๗๗ จังหวัด เมื่อนั้นก็จะมีที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด ทั่วประเทศตามกฎหมาย"

หมายเหตุ : ขณะนี้มีจังหวัดที่สร้างมัสยิดครบ ๓ แห่งแล้ว จำนวน ๓๙ จังหวัด (ข้อมูลเมื่อ ๓๐ ก.ย. ๒๕๕๘)

ภาพประกอบ : มัสยิดกลาง จังหวัดสงขลา
อ้างอิงข้อมูล : สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 
http://www.cicot.or.th/

cr. ไอดิน ถิ่นธรรม
Read More

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559

Unknown

ประเทศเมียนม่าร์ฉลองชัยชนะที่สามารถร่างกฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนาได้สำเร็จ !!!

ประเทศเมียนม่าร์ฉลองชัยชนะที่สามารถร่างกฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนาได้สำเร็จ  สุดยอดมากครับ !

แต่ประเทศไทยกลับยกเลิกศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนสร้างมัสยิดทั่วประเทศ !!




ชาวพุทธเมียนม่าร์ทุกยุคทุกสมัย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันภัยศาสนาพวกเขาพร้อมหยัดสู้เพื่อพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
ดังที่พุทธบริษัท 4 ในเมี่ยมม่าร์ ร่วมกันผลักดันกฎหมายคุ้มครองศาสนาและเผ่าพันธุ์
จนกระทั่งประสบความสำเร็จ สามารถบรรจุศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติเมี่ยนม่าร์


และเพื่อประกาศความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ให้แพร่หลายในวงกว้างองค์กรสันติภาพ มาบาทา นำโดยพระมหาเถระ ภัทรทันตะ ปิโรกะภิวังสา ประธานองค์กรมาบาทา จึงจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม 2515 ที่ผ่านมา

ณ สนามกีฬาแห่งชาติย่างกุ้ง ภายในงาน คณะสงฆ์และสาธุชนที่มาร่วมประกาศความสำเร็จกว่าสามหมื่นคน
ได้รับการปราศัยจากพระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง จากมาบาทา โดยได้รับความเมตตาจากพระมหาเถระ
ภัทรทันตะ ปิโรกะภิวังสา เป็นผู้นำปราศัยในหัวข้อ อนาคตการปกครองของเมี่ยนม่าร์ 


 และที่สามารถผลักดันความสำเร็จด้านกฎหมายคุ้มครองศาสนาและเผ่าพันธุ์ ให้ความสำคัญของชาวพุทธ
ลดสิทธิชาวมุสลิม 4 ฉบับ อันได้แก่ 

1. กฎหมายว่าด้วยการควบคุมประชากร
2. กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนศาสนาไม่ให้ชาวพุทธเปลี่ยนเป็นอิสลาม
3. กฎหมายการมีคู่สมรสเพียงคนเดียว
4. กฎหมายห้ามหญิงชาวพุทธแต่งงานกับชายชาวมุสลิม



 ประเทศเมียนม่าร์ฉลองชัยชนะที่สามารถร่างกฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนาได้สำเร็จ 

 แต่ประเทศไทยกลับยกเลิกศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนสร้างมัสยิดทั่วประเทศ !!

Read More

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

Unknown

อาชญากรรมในประเทศพุ่งสูง เพราะพวก “ผู้อพยพมุสลิม”

ตำรวจสวีเดนกว่า 80% อยากลาออก-หางานใหม่ หลังอาชญากรรมในประเทศพุ่งสูงเพราะพวก “ผู้อพยพมุสลิม”

ภาพจากรอยเตอร์

  เอเจนซีส์ / MGR online - ข้อมูลล่าสุดชี้ สวีเดนอาจประสบปัญหาใหญ่ทางสังคมในไม่ช้า หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่าร้อยละ 80 ในแดนไวกิ้งยอมรับกำลังมองหา “งานใหม่” เพราะหวั่นเกรงว่าชีวิตของตนจะตกอยู่ในอันตรายขณะปฏิบัติงานภาคสนาม จากผลพวงของอาชญากรรมและความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นภายหลังการไหลทะลักเข้าประเทศของเหล่าผู้อพยพที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม
       
  รายงานข่าวซึ่งถูกเผยแพร่ในวันพุธ (21 ก.ย.) โดยสถานีโทรทัศน์ชื่อดัง “NRK” ซึ่งเป็นของชาติเพื่อนบ้านอย่างนอร์เวย์ ระบุว่า จำนวนผู้อพยพหลายหมื่นคนซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นชาวมุสลิมจากตะวันออกกลางเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้คดีอาชญากรรมลักษณะต่างๆ ในสวีเดนพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ รวมถึงเหตุฆาตกรรม คดีทำร้ายร่างกาย และอาชญากรรมทางเพศ
       
  รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจของสวีเดนส่วนใหญ่ (ราวร้อยละ 80) กำลังมองหาอาชีพใหม่ เพราะหวั่นเกรงว่าตนเองจะตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมและความรุนแรงที่ก่อโดยน้ำมือของเหล่าผู้อพยพ โดยเฉพาะในขณะที่ต้องออกปฏิบัติงานภาคสนาม นอกสถานีตำรวจ
       
 นอกเหนือจากความรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่แล้ว ผลสำรวจความคิดเห็นเมื่อไม่นานมานี้ยังระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจแดนไวกิ้งลาออกจากงานโดยเฉลี่ย “วันละ 3 รายเป็นอย่างน้อย” นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
       
 ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก “Polismyndigheten” หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติของสวีเดนระบุว่า ในขณะนี้จำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศเหลืออยู่ทั้งสิ้น 28,689 คน และในจำนวนนี้ราว 40 เปอร์เซ็นต์เป็น “ตำรวจหญิง”

http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000095420
Read More

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

Unknown

ข้อเท็จจริง >>> มุสลิมฮือประท้วงวัดหนองจอก ! อ้างรัฐธรรมนูญ+ระเบียบกระทรวง สารพัด !

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การดำเนินการแก้ไขปัญหา โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก ห้ามเด็กนักเรียนมุสลิมคลุมฮิญาบ !!




มุสลิมฮือประท้วงวัดหนองจอก ! กรณีไม่ยอมให้สวมฮิญาบในโรงเรียนวัด อ้างรัฐธรรมนูญ+ระเบียบกระทรวง สารพัด !!


สำหรับชาวพุทธ "กฎหมายอนุญาตคุณห้ามทำไม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน"

มุสลิมประท้วง
สำหรับชาวมุสลิม "หลักศาสนาสูงกว่ากฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่ตรงตามหลักศาสนา ก็ถือว่ากฎหมายผิด" 



ฎหมายต้องเหนือกว่าพระพุทธศาสนา เพื่อว่าศาสนาอิสลามจะได้ใหญ่กว่าไง


นายคนนี้หน้าคุ้นๆ ใช่ชื่อชารีฟหรือเปล่า ?
ประท้วงวัดหนองจอก
เปิดวัดให้มุสลิมเดี๋ยวนี้ !

กุรูแห่งอิสลาม

เพื่อสันติ เราต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน ทุกแห่ง




ถ้าทำที่วัดหนองจอกสำเร็จ ! ต่อไปก็มุ่งหน้าเข้าวัดพระแก้ว!!



หลักกฎหมาย หรือน้ำผึ้งหยดเดียว ?


  เห็นแล้วก็เลื่อมใสชาวมุสลิมเขานะ แค่เด็กหญิงสองคนไม่ได้ใส่ฮิญาบก็ชวนกันไปประท้วงแทบจะปิดวัด

 แต่ชาวพุทธ พระถูกวางระเบิดตายรายวันรายเดือน กลับเงียบ ผอ.สำนักพุทธฯ บอกไม่ว่าง ให้ลูกน้องไปดูแลแทน บอกได้คำเดียวว่าเศร้าฮ่ะ !



  จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกออกคำสั่งห้ามนักเรียนมุสลิมคลุมฮิญาบในโรงเรียน

 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ขัดกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 เป็นคำสั่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ว่าด้วยสิทธิในการนับถือศาสนา และเป็นคำสั่งที่ละเมิดต่อสิทธิพื้นฐานในการนับถือศาสนาตามกฏบัตรสหประชาชาติ

 ซึ่งคำสั่งนี้ส่งผลกระทบให้เด็กนักเรียนมุสลิมไม่สามารถปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลามในขณะเรียนได้ อีกทั้งยังสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในโรงเรียนและสังคมโดยรอบ

 จากความพยายามสร้างความสับสนให้สังคมเข้าใจว่าคำสั่งห้ามนักเรียนมุสลิมคลุมฮิญาบเป็นคำสั่งที่ถูกต้อง แม้ว่าจะเป็นคำสั่งที่ขัดกับระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ

นอกจากนี้ยังมีความพยายามสร้างเรื่องให้ร้ายป้ายสีนักเรียนมุสลิม และผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้โรงเรียนปฏิบัติตามตัวบทกฏหมาย ยึดในระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลักสากลของประเทศในการบริหารงานโรงเรียนให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลว่าเป็นกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง และไม่เคารพความแตกต่างทางพหุศาสนา

เพื่อให้สังคมตระหนักในข้อเท็จจริงที่ปราศจากการให้ร้ายป้ายสี และรับรู้ข้อเท็จจริงร่วมกันในขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่า 7 เดือนในขั้นตอนต่างๆ

 นับตั้งแต่เริ่มการดำเนินการ จนถึงการเจรจาต่อหน้ารัฐมนตรี และยอมรับร่วมกันว่าคำสั่งของโรงเรียนขัดต่อระเบียบกระทรวงศึกษา แต่ด้วยความดึงดันของผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ที่ไม่ยอมแก้ไขคำสั่งของตนให้ถูกต้องตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ กระทั่งเกิดปัญหาบานปลายจนถึงขณะนี้ จึงขอนำเสนอลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ดังนี้

29 ตุลาคม 2553 คณะทำงานด้านกฏหมายกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ โดยนายสักรียา สุขจันทร์ ได้ทำหนังสือที่ กมส.053051056/2553 เรื่องการแต่งกายในสถานศึกษาของนักเรียนมุสลิม ส่งถึงผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก

 เพื่อชี้แจงหลักการศาสนาอิสลามในเรื่องการแต่งกายของมุสลิม และกฏหมายที่อนุญาตให้มีการแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามในโรงเรียนได้ เนื่องจากได้รับร้องเรียนจากนักเรียน 2 คนให้ช่วยเหลือ หลังจากที่ทั้งสองได้ร่วมกับเพื่อนนักเรียน 17 คน (ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร)ทำหนังสือขอคลุมฮิญาบกับทางโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน แต่เรื่องเงียบไป

5 พฤศจิกายน 2553 ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกทำหนังสือเลขที่ ศธ04232.28/1133 แจ้งมายังกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ระบุว่าให้เด็กแต่งกายตามระเบียบของโรงเรียน (ไม่สามารถคลุมฮิญาบได้) ในระหว่างรอการพิจารณา

23 พฤศจิกายน 2553 กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรี (ที่ กมส.053111783/2553) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่กมส.053111782/2553) กรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก ที่สั่งห้ามนักเรียนคลุมฮิญาบ ซึ่งขัดกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการแต่งกายเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 และทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือตอบกลับ (ที่ นร.0105.04/86955 รหัสเรื่องที่ นร.01530021730) โดยแจ้งว่าได้ส่งเรื่องให้สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานพิจารณาแล้ว

30 พฤศจิกายน 2553 ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก มีหนังสือที่ ศธ.04232.28/ว1245แจ้งไปยังนักเรียน 17 คนที่ทำเรื่องขอคลุมฮิญาบไว้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นเพื่อแจ้งถึงคำสั่งที่ 240/2553 ให้ยกคำขอการแต่งกายตามศาสนบัญญัติ (ห้ามนักเรียนคลุมฮิญาบ) แต่โรงเรียนไม่ยอมแจ้งผลดังกล่าวมายังกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติตามหนังสือที่ กมส.053051056/2553

28 กุมภาพันธ์ 2554 กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้ทำหนังสือที่ กมส.054030102 ถึง ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ปัญหาการแต่งกายตามหลักการศาสนาของนักเรียนสตรีมุสลิมโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก

7 มีนาคม 2554 กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ส่งผู้แทน 3 ท่านเข้าชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้นกับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีแจ้งว่าได้รับบัญชาจากนายกรัฐมนตรีให้มาแก้ไขปัญหาดังกล่าว

9 มีนาคม 2554 กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ส่งผู้แทน 5 ท่านร่วมประชุมกับผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ผู้แทนสำนักงานพุทธศาสนา ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนอกจอก

 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธาน ได้ข้อสรุปว่า มติของมหาเถรสมาคมไม่ได้ห้ามนักเรียนมุสลิมคลุมฮิญาบ โดยให้ขึ้นกับระเบียบของวัด

 ซึ่งโรงเรียนตั้งอยู่ในที่ดินของวัดหนองจอก และวัดได้ใช้สิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดินห้ามนักเรียนคลุมฮิญาบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเจรจากันเองระหว่างส่วนราชการและวัด

 ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาเฉพาะที่ โดยที่โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วัดอื่นๆ ยังคงสามารถคลุมฮิญาบได้ ซึ่งรัฐมนตรีนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่าเปิดเทอมนี้เด็กต้องได้คลุมฮิญาบแน่นอน และคำสั่งของโรงเรียนที่ห้ามเด็กคลุมฮิญาบขัดกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ

15 มีนาคม 2554 กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้ส่งผู้แทน 4 ท่านเข้าชี้แจ้งตามข้อร้องเรียนกับอนุกรรมาธิการศาสนาอิสลาม ในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายฮอชาลี ม่าเหร็ม เป็นประธานโดยมีมติให้รอผลสรุปจากทางรัฐมนตรีก่อน หากยังไม่ได้ข้อยุติทางอนุกรรมาธิการจะดำเนินการต่อ

4 เมษายน 2554 กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติทำหนังสือที่ กมส.054040411/2554 ส่งถึงนายกรัฐมนตรี สอบถามความคืบหน้าการดำเนินการตามเรื่องร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของข้าราชการ (คือผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก)

 ในการออกคำสั่งขัดกับระเบียบของกระทรวง หลังจากที่เรื่องนี้ถูกส่งไปยังสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วตามหนังสือตอบกลับที่ นร.0105.04/86955 รหัสเรื่องที่ นร.01530021730 แต่เรื่องยังคงเงียบ และไม่เคยมีการเรียกนายซักรียา สุขจันทร์ ฝ่ายกฏหมายกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติเข้าชี้แจ้งข้อร้องเรียนแต่อย่างใด

ในวันเดียวกัน กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ได้ทำหนังสือถึงนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ กมส. 054040412/2554 สอบถามความคืบหน้าในการดำเนินการหลังจากการประชุมร่วมเมื่อวันที่ 9 มีนาคม

7 เมษายน 2554 นายสมพร หนูนุ่ม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้มีหนังสือเลขที่ วธ.0102/886 ระบุว่าเรื่องดังกล่าวนั้น ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้เรียนให้นายกรัฐมนตรีพิจารณามอบให้สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ประสานงานและดำเนินการตามมติของที่ประชุม (ที่ประชุมร่วมเมื่อวันที่ 9 มีนาคม)

11 เมษายน 2554 กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้ทำหนังสือที่ กมส.054041115/2554 ถึงนายกรัฐมนตรีสอบถามความคืบหน้ากรณีปัญหาฮิญาบโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก หลังได้รับหนังสือแจ้งจากกระทรวงวัฒนธรรม

ในวันเดียวกัน กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้ทำหนังสือที่ กมส.054040413/2554 ถึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการศาสนาอิสลาม สภาผู้แทนราษฎร (นายฮอชาลี ม่าเหร็ม) เพื่อแจ้งผลการดำเนินการของกระทรวงวัฒนธรรมตามหนังสือที่ วธ.0102/886 ให้ทราบ พร้อมเร่งรัดให้ดำเนินการกรณีดังกล่าวในส่วนของอนุกรรมาธิการศาสนาอิสลาม สภาผู้แทนราษฎร

20 เมษายน 2554 กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้ทำหนังสือที่ กมส.054042025/2554 ถึง นายอภิชาติ  การิกาญจน์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ร้องเรียนกรณีโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกออกคำสั่งขัดกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ โดยขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวด่วนที่สุด ซึ่งกรรมาธิการการศึกษาได้มีมติให้สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานรับเรื่องไปดำเนินการเป็นการด่วน

24 เมษายน 2554 กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้จัดสัมมนาเรื่อง “สิทธินักเรียนมุสลิม ในโรงเรียน” เพื่อให้ความรู้กับผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ครู นักเรียน และประชาชนทั่วไป พร้อมยกตัวอย่างกรณีของโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกเป็นกรณีศึกษา

29 เมษายน 2554 โรงเรียนเรียกผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่ต้องการคลุมฮิญาบไปเรียนหนังสือตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งสอดคล้องกับระเบียบกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 ให้เข้าพบและอ้างว่ายังไม่มีผู้ใหญ่สั่งการลงมาโรงเรียนจึงไม่กล้าดำเนินการใดๆ ขอให้เด็กถอดผ้าคลุมฮิญาบไปโรงเรียนก่อน ทั้งยังขู่ว่าหากคลุมฮิญาบไปจะถูกกักตัวไว้ที่ห้องปกครอง

9 พฤษภาคม 2554 เป็นวันเปิดเรียนปีการศึกษา 2554 ของโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติและพี่น้องจำนวนหนึ่งร่วมแสดงพลังในการให้กำลังใจนักเรียนมุสลิมะฮฺที่ยืนยันว่าจะไม่ยอมทำผิดต่อหลักการศาสนาในการถอดฮิญาบไปเรียนหนังสือ

 แม้จะถูกข่มขู่จากทางโรงเรียนก็ตามโดย ดร.ประพนธ์ หลีสิน ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกได้ยืนยันกับเด็กนักเรียนต่อหน้าผู้แทนครู นักเรียน และผู้ปกครองของเด็กว่า ถ้าเด็กนักเรียนคลุมฮิญาบตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 มาเรียนหนังสือจะถูกลงโทษตามระเบียบของโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก

ในวันเดียวกันผู้แทนกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติส่งหนังสือร้องเรียนไปที่ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้รักษาระเบียบตามกฏหมาย ในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 หลังจากที่โรงเรียนยืนยันในคำสั่งของโรงเรียนที่ขัดกับระเบียบดังกล่าว

ในวันเดียวกันผู้ปกครองผู้รับมอบอำนาจ และฝ่ายกฏหมายกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ ดร.ประพนธ์ หลีสิน ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการออกคำสั่งขัดกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551

10 พฤษภาคม 2554 มหาวิทยาลัยมหิดลจัดสานเสวนาเรื่อง ความหลากหลายทางศาสนา และวัฒนธรรม กรณีนักเรียนมุสลิมคลุมฮิญาบในโรงเรียน ดร.ประพนธ์ หลีสิน ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกไปร่วมงานช่วงสั้นๆ เมื่อพูดเสร็จก็เดินทางกลับ

ในเย็นวันเดียวกันนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรียกนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าพบพร้อมมอบนโยบายให้มาแก้ปัญหาที่โรงเรียนห้ามนักเรียนมุสลิมคลุมฮิญาบดังกล่าว ให้เป็นไปตามระเบียบและอยู่ร่วมกันได้

11 พฤษภาคม 2554 ฝ่ายกฏหมายของกระทรวงศึกษาธิการร่วมประชุม และแจ้งให้โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกนัดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้มาร่วมประชุมกับ นายชินภัทร ภูมิรัตน ซึ่งทางโรงเรียนฯ ได้โทรบอกผู้ปกครองของเด็กที่ต้องการคลุมฮิญาบให้เข้าประชุม โดยสั่งให้เด็กต้องไม่คลุมฮิญาบมาร่วมประชุม แต่ทางโรงเรียนฯ ไม่ได้แจ้งให้กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ในฐานะผู้แทนของผู้ปกครองเด็กทราบว่ากลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมด้วย

12 พฤษภาคม 2554 ที่ปรึกษากลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้รับแจ้งจากนิติกรของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าทางกลุ่มฯ ได้รับเชิญให้ร่วมประชุมด้วยในฐานะผู้เกี่ยวข้อง ผู้แทนของกลุ่ม 3 ท่านจึงเข้าร่วมประชุมด้วย โดยได้ข้อสรุปจากการประชุมว่าโรงเรียน และสำนักงานมัธยมศึกษาเขต 2 ตีความกฎหมายคลาดเคลื่อนไปจากข้อกฏหมายที่ถูกต้อง ทำให้คำสั่งของโรงเรียนฯขัดกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ

แต่เนื่องจากโรงเรียนได้สร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นมาตลอดในช่วงระยะเวลากว่า 7 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ยังคงมีกระแสต่อต้านจากครูและนักเรียนบางส่วนอยู่ จึงมีข้อตกลงร่วมให้ตั้งกรรมการ 3 ฝ่ายขึ้นมาแก้ปัญหาความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนที่โรงเรียนได้สร้างไว้ โดยกรรมการ 3 ฝ่ายประกอบด้วย ฝ่ายคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฝ่ายโรงเรียน และฝ่ายผู้ปกครอง

โดยมีผู้แทนฝ่ายละ 3 ท่าน และให้มีที่ปรึกษาศาสนาอิสลาม 1 ท่าน และศาสนาพุทธ 1 ท่าน ทำงานในกรอบเวลาไม่เกิน 3 เดือน โดยมีนายชินภัทร ภูมิรัตน เป็นประธาน โดยในระหว่างนี้ โรงเรียนต้องจัดการศึกษาในระบบการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับนักเรียนที่บ้านโดยที่ไม่ถือว่าเด็กขาดเรียน และโรงเรียนต้องส่งแผนการเรียนให้เด็ก ซึ่งเด็กยังคงสถานะเป็นนักเรียนของโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกอยู่

18 พฤษภาคม 2554 กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้ตั้งกรรมการร่วมในฝ่ายผู้ปกครองประกอบด้วย อ.ยงยศ เกตุเลขา, อ.ยะห์ยา ทองทา, ทนายฮานีฟ หยงสตาร์ โดยมี เชคริฏอ อะหมัด สมะดี เป็นที่ปรึกษาฝ่ายศาสนาอิสลาม

ทั้งนี้ขั้นตอนต่างๆ เป็นการดำเนินการโดยสงบ สันติ เน้นการเจรจาทำความเข้าใจเป็นหลักมาโดยตลอด แต่เนื่องจากมีกลุ่มหัวรุนแรงบางกลุ่มพยายามบิดเบือนข้อมูลดังกล่าว สร้างเรื่องใส่ร้ายเพื่อใช้เรื่องนี้เป็นประเด็นหวังจุดกระแสความขัดแย้งทางศาสนาขึ้นในสังคมไทย จึงทำให้หลายฝ่ายเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง

ด้วยเหตุนี้กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงข้างต้นพร้อมอ้างเอกสารหลักฐานซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากส่วนราชการดังที่ระบุในรายละเอียด เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม อันจะทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ดังเดิม


ข่าว : มุสลิมไทย
6 มิถุนายน 2554

ขอขอบคุณข้อมูล alittlebuddha.com
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

Unknown

ทำอย่างไร จึงจะรักษาวัดหนองจอกไว้ได้???

พุทธบริษัท๔ ช่วยกันไปให้กำลังใจท่านเจ้าอาวาสวัดหนองจอก 

โดยเบื้องต้น ไปถวายกำลังใจ สวดมนต์ ธรรมจักร คือจักรแห่งธรรม นั่งสมาธิที่พระอุโบสถวัดหนองจอกมากๆๆทุกวัน

 และอาจจะมีธรรมเทศนาจากพระมหาดร. และ พระวิฑระ เมืองไทย และ อาจจะมีการรวมตัวของ พุทธบริษัท๔ พม่า ที่วัดหนองจอก เพื่อสอนพุทธบริษัท๔ไทย ต้องทำอย่างไร จึงจะรักษาวัดหนองจอกไว้ได้ !!


เรื่องที่ใคร ไม่คาดคิดว่า ถ้าอิสลามอยู่ล้อมวัด

ผลจะเป็นอย่างไรเอ้า ดู ผลงาน ได้ เลย !


 



เขารุกเรามาขนาดนี้ คนพุทธจะอยู่เฉยได้ไง.
เขากำลังจะรุกล้ำพื้นที่และจ้องจะเบียดบังพระพุทธศาสนาของเรา !
Read More

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

Unknown

นี่คือ ซีเรีย ก่อน และหลังสงครามกลางเมือง!!

นี่คือ ซีเรีย ก่อน และหลังสงครามกลางเมือง

========================================
กองกำลังจากประเทศเพื่อนบ้าน บุกเข้าไปในซีเรีย
มหาอำนาจส่งอาวุธ สนับสนุนให้สู้รบกัน


คนอพยพหนีตายเป็นล้านๆคน ยากจน ยิ่งกว่ายาจก
----------------
 เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว ผมไปเรียนหนังสือที่ฮอลแลนด์

เพื่อนร่วมชั้นเรียนของผมมาจากซีเรีย ชื่อ อายาล เป็นรองเลขาธิการสภาพัฒนา เพื่อนจากอิรัก ชื่อ ซามาร่าห์ ทำงานกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจ และมีเพื่อนจากลิเบีย กระทรวงน้ำมัน

ทุกคนน่ารัก มีจัดงานอิรักไนท์ ลิเบีย ไนท์ ซีเรีย ไนท์ มีหนังฉายแสดงถึงประเทศที่สวยงาม ร่ำรวย

วันนี้ทุกประเทศพังเพราะมหาอำนาจ อิรักแตกสิบสามปีที่แล้ว แต่สงครามกลางเมืองยังดำเนินต่อไป ขยายไปลิเบีย ซีเรีย
-------------
ผมเคยเห็นสภาพเช่นนี้ในกัมพูชา และเวียดนามด้วย

มองเห็นว่าถ้าการจลาจลในไทยไม่ยุติ เราโดนแน่

ขอให้นักการเมืองทุกคนเข้ามาดูภาพนี้ อย่าคิดว่าบ้านช่องของคุณและวงศาคณาญาติจะเหลือ มันจะถูกเผา คุณจะถูกไล่ฆ่า เหมือนนักการเมืองในประเทศอื่นๆ นักปลุกระดมทั้งหลายก็เช่นกัน

ไม่มีใครเหลืออะไร
--------------------------------
คนไทยที่เข้ามาร่วมรักษาชาติ บ้านเมือง

เขามารักษาบ้าน  ทรัพย์สิน ชีวิตของพ่อ แม่ ลูก แฟน และ ญาติพี่น้องของเขา

รวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา ร้านค้า วัดวาอาราม มิให้พังทลาย เพราะในสงครามกลางเมือง ไม่มีน้ำ ไฟฟ้า อาหาร หมอ ยา ลิฟท์ บันไดเลื่อน แท็กซี่ รถเมล์ โรงเรียนปิด โรงพยาบาลปิด ไม่มีของขาย ไม่มีของกิน ที่ทำงานปิด โรงงานปิด ไม่มีเงินเดือน ไม่ใช่แบบน้ำท่วมนะครับ ยาว 

ไม่มียา  ตายแน่ เด็กไม่ได้ไปโรงเรียน โจรเต็มเมือง แรงงานต่างชาติอีกเพียบ  ข่มขืนกันยับทั้งประเทศ

งานนี้ กินประชาธิปไตยไม่ได้ครับ
-------------------------

     นักการเมืองหลายคน   คุณอย่ามาขึ้นเสียง หรือใช้บ๋อยมาพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย

ถ้าจะช่วยประชาชน นะ ช่วยเงียบ อย่าสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง เร่งขจัดเงื่อนไขสงครามกลางเมืองที่สร้างขึ้นให้หมดไป

เพราะเมื่อประเทศชาติ ประชาชนเดือดร้อน คุณก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก ชีวิตคุณเอารอดหรือเปล่า

คุณไม่มีปัญญาช่วยคนไทยที่อดอยาก หิวโหย ล้มตาย หนีภัยสงครามหรอก

นี่คือพูดตรงๆ ไม่เกรงใจกัน

เพราะมัวเกรงใจพวกคุณ พวกเราจะลำบากเหมือนคนอิรัก ซีเรีย ลิเบีย
ต้องไปนอนกลางดินอยู่ชายแดนประเทศอื่น พวกนี้ขี้เกรงใจคน จืงลำบาก

นี่ยังห่วงเลยว่าพวกคุณเข้ามาจะรบกันอีกหรือเปล่า ยังไม่มีตำแหน่งก็ตั้งท่าใส่กันแล้ว บอกให้ไปยิงกันในสนามกีฬาแบบโรมันก็ไม่เอา ขี้ขลาดมากๆ

ทีวีไทยก็ช่วยเอาสภาพของคนอิรักอพยพจากบีบีซี มาฉายด้วย รบกันสถานีพังหมดเหมือนกัน รักษางานตัวเองไว้

มีลำดับความสำคัญก่อนหลังในทุกเรื่องราว
--------------------

ที่จริงตามแผนมหาอำนาจ ประเทศไทยจะเกิดสงครามกลางเมืองก่อนซีเรีย

แต่เมื่อไทยยืนอยู่อย่างสตรอง เรื่องจริงเกิดที่ซีเรีย

ดีใจที่ประเทศไทยยังร่มเย็นอยู่ได้

เชิญชมภาพก่อน หลังสงครามซีเรียเลยครับ

แล้วลองคิดว่าถ้ามันเกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆของไทย กองทัพภาคต่างๆรบกัน

ประเทศใกล้เคียงเข้ามาแทรกแซง บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

ครอบครัวคุณ และตัวคุณจะเป็นอย่างไร

และตอนนี้เราควรทำอะไรบ้าง

สงครามกลางเมืองคือการปกครองที่เลวร้ายที่สุด

http://petmaya.com/28-before-after-syrian-war
Read More
Unknown

คนมุสลิม และศาสนาอิสลามต้องการอะไรจากประเทศนี้???

***อ่านด้วยค่ะ สำคัญมาก ***

ในเบื้องต้นขอให้ทุกท่านเข้าใจร่วมกันก่อนว่า อิสลามต้องการครอบครองประเทศไทยทั้งประเทศและจะเปลี่ยนให้เป็นประเทศสาธารณรัฐอิสลาม


  มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งพวกเขาเองก็ยอมรับแต่โดยดี ตามหน้าข่าวก็เริ่มมีให้เห็นกันแล้ว ทุกท่านต้องเข้าใจตรงจุดนี้ร่วมกันก่อนว่าเป็นเรื่องจริงที่เขาเองก็ออกมายอมรับแล้ว......

อาตมาต่อสู้เรื่องนี้มายาวนานถึง 6 ปี ในวันนี้จะสู้เพียงลำพังกับชาวบ้านคุณตาคุณยายไม่ได้แล้ว เพราะะเขารุกมาทุกทิศทุกทางพลังแค่นี้คงจะไม่พอเราไม่สามารถจะต้านพวกเขาได้อีกแล้ว ต้องแล้วแต่โชคชะตาว่าจะมีชาวพุทธมาร่วมและแสดงความรักต่อพระพุทธศาสนาอย่างจริงใจกันแค่ไหน

 ถ้าเสียงมากพอก็อาจจะพอช่วยกันได้ นครพนมคือพื้นที่สำคัญที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ เพราะที่นี่มีสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมโยงไปถึงประเทศจีนได้จากที่นี่แค่ 865 กม.เท่านั้นก็เข้าเขตประเทศจีน

 จะไปเวียดนามก็แค่145กม. ไปสปป.ลาวนั้นแค่ข้ามสะพานก็ถึงแผ่นดินลาว ที่นี่จึงถูกออกแบบมาให้เป็นจุดยุทธศาสตร์จุดแรกที่ต้องยึดให้ได้ก่อน เพื่อขนจำนวนมุสลิมเข้ามากระจายไปสู่ทุกจังหวัดในภูมิภาคอีสาน

 ตามแผนการขยายฐานอำนาจเพิ่มจำนวนมุสลิมและใช้ควบคุมทั้ง17จังหวัดในภาคอีสาน ถ้าหากมัสยิดกลางนครพนมสำเร็จเมื่อไหร่ เขาจะใช้มัสยิดตรงนี้เป็นศูนย์กลางของการประชุมอิสลามทั่วทั้งภาคอีสาน และจะย้ายจากจังหวัดอุดรธานีมาไว้ที่นี่ จะเป็นศูนย์กลางห้างสรรพสินค้าใหญ่สุดของกิจการอาหารฮาลาล

 และในขณะนี้โครงการดิสนีย์ลาวเมืองท่าแขก สปป.ลาว ตรงข้ามกับนครพนมพอดีเริ่มก่อสร้างแล้วด้วยเม็ดเงินมหาศาลเกือบ 4 แสนล้านในระยะเวลา8ปีแล้วเสร็จ

 ท่านทราบไหมว่านครพนมมีมัสยิดแล้ว 3 ที่ ถ้าตรงนี้เสร็จจะเป็น4ที่ โดยที่ไม่มีคนในจังหวัดรับรู้ทั่วถึงเลย ชาวนครพนมก็พากันหลับใหลอยู่

 บางส่วนก็แพ้เงินและเกรงกลัวอำนาจการปกครองที่กดหัวอยู่ ฝ่ายพระและโยมก็ไม่ต่างกัน คือเกรงกลัวอำนาจการปกครอง และบางส่วนก็กำลังรอดูเพื่อนชาวพุทธมาสมทบ เพื่อจะได้อุ่นใจและออกมาจากมุมมืดสมทบซึ่งก็มีเยอะเหมือนกัน

 นอกจากนี้นครพนมยังมีอารยธรรมและประเพณีวัฒนธรรมที่มั่นคงมากทางพุทธศาสนา มีฮีต 12 คอง 14 ที่ เหนียวแน่นมีพระบรมธาตุมากที่สุดในประเทศไทย อันแสดงถึงความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง

 มีชนเผ่าต่างๆ ถึง 7 เผ่าตามรูปที่แสดงให้ดูด้านล่างนี้

 เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานรากฐานแห่งความมั่นคงของพุทธศาสนาที่หยั่งลึกลงสู่จิตใจพี่น้องอีสานแห่งอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์มายาวนาน หากพวกเขาโค่นล้มหัวใจหลักของชาวพุทธตรงจุดนี้ลงได้ ที่อื่นๆ

 ซึ่งประเพณีความมั่นคงน้อยกว่าที่นี่มากก็จะเป็นเรื่องง่ายมาก อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือนครพนมเป็นจังหวัดที่พลเมืองประชากรในจังหวัดมีมวลความสุขมากที่สุดในประเทศไทย

 เมื่อเทียบจากจำนวนประชากร (ททท) ต่อพื้นที่ทั้งหมด ก็คือมีจิตใจดีงามมีน้ำใจไมตรีช่วยเหลือเกื้อกูลกันจากการปลูกฝังมาแต่โบราณตามฮีต คอง ประเพณีที่ล้วนแล้วแต่เป็นการทำบุญตามเดือนตามโอกาสและเทศกาลสำคัญต่างๆ

 อิสลามจึงต้องการที่นี่เพื่อทำลายหัวใจของพุทธศาสนาให้ได้เพื่อวางฐานกำลังหลักเอาไว้ขยายอำนาจต่อไป แล้วท่านคิดว่า..ทีนี่สำคัญไหม..ไม่ใช่ปัญหาแค่จังหวัดเดียวเท่านั้นแต่รวมไปถึงทั้งประเทศเลยทีเดียว..

มาเถอะพี่น้องไทย มาร่วมกันปกป้องผืนเเผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ คือพระธาตุพนมที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระอุรังคธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาไว้ให้สาธุชนรุ่นหลังของเราได้สักการะกราบไหว้ไปด้วยกัน...สาธุ

***ท่านใดที่เป็นสมาชิกกลุ่มหรือองค์กรใดที่เกี่ยวข้อง ขอให้ช่วยกันแชร์เผยแพร่ออกไป ให้ชาวพุทธได้รับรู้ถึงความจริงโดยทั่วกัน
Read More