จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Popular Posts

featured Slider

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

Unknown

การดับพุทธอย่างลุ่มลึกในไทย /ตอนที่ 1


นโยบายทำลายพุทธ  รูปปั้นเจว็ดของพุทธ  คัมภีร์ของพุทธ  วัดพุทธ
กลยุทธ 

๑. ใช้อุบายดึงพระให้ขาดจากชุมชน 
๒.ยุยงให้คนพุทธมี ว๊ะตะกลลอ (ยึดอัลเลาะฮ์ดีกว่า)

หลังการเลือกตั้ง  คะแนนเสียงของพรรคมุสลิมเราแพ้พรรคอ้ายสมัครมากมาย  เหตุเพราะพระสงฆ์บอกชาวบ้านในชุมชนรอบๆวัดให้ไปลงคะแนนให้มัน  ฉะนั้น ตามความเห็นของอุลลามะ(นักวิชาการวางแผน) 300 คนของมุสลิมเรา   ได้คิดแผนใหม่ขึ้นมาและมอบหมายให้นายพีรยศ ราฮีมมูลา อดีตส.ส.พรรรคประชาธิปัตย์  ได้ประสานแผนทำลายพุทธอย่างต่อเนื่อง  อย่าเปิดเผยให้พวกพุทธในพรรคประชาธิปัตย์ได้รู้แผนนี้  ให้รู้เฉพาะมุสลิมเราเท่านั้น  ถ้าต้องการให้พวกพุทธเป็นมือเป็นเท้าให้  ก็บอกว่า ทำเพื่อสมานฉันท์  ส่วนพุทธที่มีหัวใจเป็นมุสลิมให้รู้เพียงว่า  ถ้าเขาช่วยเรา เขาก็จะได้กลับมามีอำนาจบริหารบ้านเมืองในเลือกตั้งครั้งหน้า  แล้วพวกเราจะสบายพร้อมๆ กัน  แผนการนี้ MD (มหาเดร์) มีความเห็นชอบด้วย  และให้เร่งดำเนินการตามแผนดังนี้.....

(๑)ให้เลือกพระที่มีชื่อเสียง  เลือกวัดที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน  อย่างใดอย่างหนึ่ง  ถ้าได้ ๒ อย่างยิ่งดี  ให้ดูวัดที่เจ้าคณะจังหวัดขาดการเอาใจใส่  และวัดที่ได้ย้ายเจ้าอาวาสที่เป็นที่รักใคร่ชอบพอของชุมชนออกไป  ก่อนที่มุสลิมผู้เป็นใหญ่ของเราจะลงจากตำแหน่งรองนายก  แผนย้ายเจ้าอาวาสต่างๆ ออกไปแล้วเอาเจ้าอาวาสที่อยู่ในโอวาทมุสลิมเราลงไปแทนได้ผลดีมาก  เพราะมุสลิมเราใส่ความคิดอะไรๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล  ต่อชาวบ้านที่นิยมรัฐบาลสมัคร(พปช)  พระเจ้าอาวาสจะพูดต่อต้านให้เสร็จ  เรียกว่า เราเอาอะไรไปใส่ปาก พระก็พูดให้หมด

(๒)  การที่เราได้คัดเลือกหรือส่งคนที่มีวุฒิการศึกษาปริญญา  มีหัวคิดที่ไม่ชอบพปช.เบื่อการเมืองลงไปไว้ในชุมชน  รวมทั้งเอามุสลิมเราเปลี่ยนชื่อ นามสกุล เปลี่ยนช่องศาสนาเป็นพุทธ  เอาไปประกอบพระและลูกกำนันผู้ใหญ่บ้านได้ผลดีมาก  บุคคลในข้อ ๒ นี้ เราเรียกแมนมุส(manmus)  พวกแมนมุสทำงานได้ดีมาก  สมเป็นผู้เกิดมาสืบสายเลือดอันเข้มข้นของอัลเลาะห์  ข้อดีข้อนี้ต้องยกให้ท่านอารีย์ วงศ์อารยะที่ทำไว้ขณะดำรงตำแหน่งมหาดไทย  

ดังนั้น อุลลามะ 300 คนได้มีสติให้กระตุ้นให้กลุ่มแมนมุสจัดตั้งไปแล้ว  หนึ่งหมื่นกว่าคนให้ลงมือทำงานให้ปรากฏผลให้มากที่สุด  ให้เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ตลอดไป ....  

: มาตุภูมิ พลังแผ่นดิน  4 มกราคม 2560
Read More

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Unknown

ใคร? คือจอมบงการโจรใต้ฟาตอนี

ใคร? คือจอมบงการโจรใต้ฟาตอนี


"Ibrahim"

ในที่สุด...โจรใต้ฟาตอนีก็ได้รับความสำเร็จ ในการทำให้ทุกคนเข้าใจได้ไม่ยากว่า เจ้าภาพของการต่อสู้ คือ “องค์กรศาสนาอิสลาม” โดยเฉพาะองค์กรศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทำหน้าที่เป็นแกนหลัก (เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า องค์กรอิสลามในกรุงเทพมหานครและในภูมิภาคอื่นๆ ไม่มีบทบาทในการต่อสู้) ทำให้โฟกัสลงไปได้เลยว่า ผู้นำศาสนา และผู้สอนศาสนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งวิธีการของโจรใต้ปาตานีมักจะอ้างอยู่ 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ

ประการแรก กล่าวอ้างว่าประเทศไทย ปกครองปัตตานีด้วยความไม่เป็นธรรม มีการกดขี่ข่มเหง

ประการที่สอง ร่ำร้องว่ารัฐบาลไทยข่มเหงรังแกอิสลาม...!!และไม่ได้รับความยุติธรรม
โจรใต้ฟาตอนี ได้อาศัย 2 ประเด็นนี้ เป็นชนวนคอยจุดกระแสและเป็นสาเหตุหลักก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในชุมชน ถ้าก่อปัญหาไม่ได้ ก็จะใช้วิธีการ “ทำร้าย” หรือไม่ก็อาศัยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ ทำการทิ้งใบปลิว แขวนป้ายผ้าทำการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่ให้ความร่วมมือรัฐ ควบคู่กับการปล่อยข่าวลือส่งผลให้สังคมมุสลิมปั่นป่วน เพราะชาวบ้านได้รับฟังแต่เรื่องที่ไม่เป็นความจริง

โจรใต้ฟาตอนี มีขีดความสามารถในการสร้างผู้นำศาสนา รวมทั้งครูสอนศาสนา (อุสตาส) ให้เป็นแกนนำในพื้นที่ต่างๆ แล้วแบ่งกันรับผิดชอบ ออกปฏิบัติการตามคำสั่ง และยังสามารถทำให้ผู้นำศาสนาเหล่านี้มีความเลื่อมใสศรัทธา พอกพูนอุดมการณ์อย่างชนิดถวายหัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการได้เป็นนักรบของพระเจ้า หลงเชื่อว่าเป็นการทำสงครามเพื่อปลดปล่อยอิสลามจากการกดขี่ข่มเหงของคนต่างศาสนา

แล้วก็สร้างภาพให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า “คนอิสลามทุกคนคือนักรบของพระเจ้า ถ้าใครไม่รบก็จะต้องให้ความช่วยเหลืออย่างอื่นแทน หรือถ้าช่วยเหลือไม่ได้ก็ต้องยืนอยู่ข้างเดียวกัน ทุกคนต้องสาบานว่า จะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปัตตานีให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้า โดยถือคำสาบานว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนได้เปล่งวาจาออกมาด้วยความเสียสละ ไม่กลัวตายใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นคำสัตย์สูงสุด”

โจรใต้ฟาตอนี ได้ใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบ ด้วยการอบรมบ่มนิสัย สร้างนักรบรุ่นใหม่ สร้างความฮึกเหิม ความกล้าหาญ ทำให้ผู้ที่ได้รับการอบรม จะยินยอมพร้อมใจ ยอมมอบตัวเองเข้าไปรับใช้ โดยไม่ได้นึกแม้แต่นิดว่าแผ่นดินที่อ้างว่าจะปลดปล่อยให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้านั้น ที่แท้ก็คือจังหวัดปัตตานีที่เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา

โจรใต้ฟาตอนี บิดเบือนข้อเท็จจริง ปลอมประวัติศาสตร์ ทำให้เชื่อว่าปัตตานีและอีกหลายจังหวัดเป็นส่วนหนึ่งของมลายู แต่ต้องเสียดินแดนให้ไทยเพราะอังกฤษเข้ามารุกราน แล้วอังกฤษก็แบ่งส่วนนี้ให้ประเทศไทยยึดครอง

เมื่อประเทศมลายูทั้งหมดได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ประเทศไทยไม่ยอมให้เอกราชแก่ปัตตานีแม้เพียงตารางนิ้วเดียว


สิ่งเหล่านี้คือการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

ความจริงในประวัติศาสตร์นั้น ปัตตานีและอีกหลายจังหวัดในแหลมมลายู เป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ไทรบุรี เป็นต้น ปัจจุบันนี้ก็ยังมีหมู่บ้านไทยตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน รัฐเปอร์สิส และเมืองอะโรสตาร์ หมู่บ้านบางหมู่บ้าน ยังมีชื่อไทย เช่น หมู่บ้านนาคา คนไทยในประเทศมาเลเซียพูดไทยสำเนียงกรุงเทพฯ เหมือนคนบางกอกไม่มีผิดเพี้ยน!!

ประเทศไทยเสียอีกที่เสียดินแดนให้อังกฤษ เมื่ออังกฤษปล่อยมาเลเซียให้ได้รับเอกราช แทนที่ประเทศไทยจะได้ดินแดนคืน กลับสูญเสียดินแดนไปอีกรวมแล้ว 5 จังหวัดด้วยกัน เช่น จังหวัดปีนัง เป็นต้น

ดินแดนปัตตานี เป็นของประเทศไทยตั้งแต่โบราณกาล แต่เนื่องด้วยคนมลายูได้อพยพเข้ามามาก ประกอบกับนับถือศาสนาอิสลาม จึงอ้างไปส่งเดชว่า ไทยปกครองปัตตานีมายาวนาน ไม่ยอมให้เอกราช

เรื่องง่ายๆ ในประวัติศาสตร์โดยแท้ แต่กลายเป็นเรื่องยุ่งเหนิง ถูกโจรใต้ปาตานี แหกตา เอาไปโฆษณาชวนเชื่อ ตั้งแต่เมื่อ 500 ปีก่อน จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันยังไม่ยอมเลิกรา..
วิธีการที่พวกโจรใต้เอามาใช้อย่างได้ผล นั้นคือเรื่องของการ “บิดเบือน” แล้วก็สร้างสิ่งที่บิดเบือนให้น่าเชื่อถือว่า ว่าเป็นเรื่องจริง โจรใต้ปาตานี ได้อาศัยสถาบันศาสนาอิสลาม แล้วอ้างเอาพระเจ้า หรือ “องค์อัลเลาะห์” มาเรียกร้องความเป็นพวกเดียวกันจากชาวบ้าน ซึ่งเป็นอิสลามด้วยกันพี่น้องอิสลามผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อของโจรใต้ปาตานี ขยายวงกว้างออกไปทุกที


โจรใต้ฟาตอนี ชี้ให้เห็นว่า การปกครองที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติที่แท้จริง ต้องเป็นรัฐอิสลามเท่านั้น ผู้นำของประเทศ ต้องใช้หลักการของพระศาสนาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง เมื่อปัตตานีได้รับการปลดปล่อย คณะกรรมการจะทำการเลือกเฟ้นอย่างสำคัญที่สุด เพื่อจะสรรหาผู้นำของประเทศ

รู้กันในหมู่ชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส ว่ามีทางสองแพร่งที่จะต้องเลือกเดินในอนาคต แพร่งที่หนึ่ง ผู้นำสูงสุดเลือกมาจากสายสุลต่านเก่า หรือ/แพร่งที่สอง เลือกมาจากผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม หรือจะได้รับการสถาปนาเป็นสุลต่านองค์แรก

วันนี้ ถ้าอยากดูโฉมหน้าของผู้บงการ กับโฉมหน้าใครถูกจองตัวให้เป็นประธานประเทศ จะไม่เหมือน...คนที่ “บงการ” กับคนที่จะมาเป็น “สุลต่าน” ไม่ได้เกี่ยวกัน คนที่จะมาเป็นผู้นำหรือสุลต่าน ไม่ได้ร่วมบัญชาการรบ แต่ได้ทำหน้าที่ในระดับสากล

คนที่บัญชาการ ก็บัญชาการรบ ทำหน้าที่ “รบ” เป็นการจำเพาะโฉมหน้าของผู้บงการ ที่คนไทยอยากรู้ว่าเป็นใคร(?)นั้น ถ้าต้องการรู้จริงๆ ก็ไม่เกินบ่ากว่าแรงที่จะรู้ได้ ซึ่งผู้สันทัดกรณีได้บอกวิธีการดูเอาไว้ ดังนี้

1. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ “อับดุลกาเดร์” ว่ามีใครเป็นคนสายนี้?

2. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ “หะยีสุหลง” ว่ามีใครเป็นลูกเต้า เหล่ากอ?

สรุปแล้วมีอยู่ 2 สายเท่านั้น ดูได้ไม่ยากเลย ดูแล้วจะร้อง “อ๋อ” คนนี้นี่เอง ทีนี้...ถ้าอยากรู้ให้ชัด ก็ต้องค้นหาว่า "ใคร"...คือสายเลือดของ"อับดุลกาเดร์"...? และใครคือสายเลือดของ "หะยีสุหลง" ? คนใดคนหนึ่งใน "ต้นตระกูล" นักสู้ดังกล่าวนี้ คือจอมบงการอย่างแน่นอน

และถ้าจะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็ต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า ทั้งอับดุลกาเดร์ (พ.ศ. 2540) เรื่องราวเมื่อ 109 ปีก่อน และหะยีสุหลง อับดุบกาเดร์ (พ.ศ. 2494) เรื่องราวเมื่อ 55 ปีผ่าน เป็นเชื้อสายเดียวกันหรือไม่


เมื่อวิเคราะห์อย่างนี้ ก็จะเหลือ “ผู้บงการ” อยู่หนึ่งเดียวขณะนี้มีบัญชีรายชื่อผู้บงการอยู่หลายคน เช่น มะแซ อุเซ็ง (ค่าหัว 5 ล้านบาท)สะแปอิง ผู้โด่งดังจากโรงเรียนธรรมวิทยา และ ดร.วัน กาเดร์ หัวหน้าขบวนการ “เบอร์ซาตู” ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย

ไม่มีใครรู้ว่า ดร.วัน กาเดร์ เป็นลูกหลานใคร แต่การที่เขาก้าวขึ้นมาเป็น “แม่ทัพใหญ่” ควบคุมทุกขบวนการเอาไว้ในคอลโทรล ชื่อขบวนการของเขา ไม่ใช่เขาตั้งเอง แต่เขาได้จับเอาองค์กรจัดตั้ง 23 องค์กร เข้ามาเป็นหนึ่งเดียว จึงเรียก เบอร์ซาตู โดยไม่มีคำว่า “พูโล” พ่วงท้ายเลย เบอร์ หมายถึง “อับดับที่...” ซาตู..หมายถึง “หนึ่ง”

ผู้สันทัดกรณีเอง ก็ไม่อาจวิเคราะห์ฐานะของ ดร.วัน กาเดร์ ได้ แต่น่าจะเชื่อว่า นายคนนี้คือกระเป๋าเงิน “หนึ่งหมื่นล้าน” ที่เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู สร้างกองทัพพระเจ้าให้เติบโตขึ้นมา นอกจากจะเป็นกระเป๋าเงินแล้ว เขายังเป็นที่ยอมรับของนักการเมืองในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะคือ ท่านอดีตนายกฯ มหาเธร์

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโฉมหน้าของจอมบงการ จะยังไม่ชัดก็ตาม ภาพได้ปรากฏชัดออกมาว่า องค์กรศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือเจ้าภาพตัวจริง!!


โจรใต้ฟาตอนี เองมีความจงใจทีจะให้เจ้าภาพตัวจริง คือสถาบันอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โจรปัตตานีสามารถชูเอาศาสนาขึ้นมาเป็นจอมทัพ โดยพยายาม “ปั้นกรอบ” ให้เป็นภาระหน้าที่ของชาวอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น เป็นการปกป้องอิสลามจากส่วนกลางไม่ให้ได้รับผลกระทบ

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ได้อาศัย “พลังอิสลาม” เป็นทฤษฏีชี้นำไปในตัวเสร็จพร้อมกันนี้ ก็ได้ป้องกันมิให้อิสลามจากส่วนกลาง เช้ามามีบทบาทร่วมโดยเฉพาะในความเชื่อที่ว่า ถ้าได้รัฐปัตตานีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นท่านจุฬาราชมนตรี หรืออิสลามคณะใดก็ตาม ไม่ใช่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากชาติที่ตั้งขึ้นใหม่ในโลก

พวกเขาคิดการไกลขนาดนั้น ผมพยายามที่จะกะเทาะเปลือกให้เห็นใบหน้าจอมบงการ คือใคร ซึ่งตอนนี้ท่านอ่านออกได้เองแล้วว่า “คนนั้นกับคนนี้” คือจอมบงการ แม้ว่าโจรใต้ปาตานีจะหาทางให้ศาสนาอิสลามเป็นเจ้าภาพที่แท้จริง แต่โจมบงการที่แท้จริงมิใช่ศาสนา แต่เป็นคนที่มีพละกำลังอำนาจ และอิทธิพล ที่สำคัญคนๆ นั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพี่น้องมลายูปาตานี

แล้ววันนี้...เขาบงการต่อ...ในขณะที่รัฐบาลบอกว่า ไม่รู้ว่าเป็นใคร?...จนถึงไข่แดงแล้วคลี่ให้ดูว่า   “ไฟใต้...ใครบงการ?” เมื่อท่านอ่านจบ โปรดจำขื่อเอาไว้...โจรใต้ปัตตานีพวกนี้ ป้วนเปี้ยนอยูในแวดวงการต่อสู้ อยู่ไม่ไกลจากตัวท่านหรอกครับ

Cr. http://pulony.blogspot.com/2016/10/blog-post.html?m=1
Read More

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Unknown

อิสลามเลือกแล้วจังหวัด "นำร่อง" ในภาคอิสาน!!!

ผมได้รับข่าวมามื้อเช้านี่ครับ.
 ตอนนี้คนอิสลามได้เลือกจังหวัดขอนแก่น นำร่องในภาคอิสาน นำเงินมาให้คนขอนแก่นเฮายืม


 ขอนแก่นเฮาเป็นจังหวัดแรกโดยให้จัดตั้งเป็นกลุ่มๆ100 คน ตอนนี้ได้แล้ว เกือบ 100 กลุ่ม โดยให้ยืมเงินของศาสนาอิสลามคนละ 1,000,000 บาท

 โดยให้มีโฉดที่ดินคำ้ประกันใว้ เก็บดอกร้อยละ 1 บาทต่อปี ในตอนนี้มีตำรวจ ครู กศน ครูที่กเษียนแล้วเข้าร่วมกลุ่มหลายแล้ว 



โดยเรื่องนี้เขาบ่ให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศประชาสัมพันธ์ ผู้ที่จะเข้าร่วมกลุ่มให้ปิดข่าวโดยให้รู้เฉพาะคนใกล้ชิด ที่จะเข้าร่วมกลุ่มเท่านั้น

 ที่ทราบมาตอนนี้ข้าราชการเข้าร่วมหลายแล้ว.

 วันที่ 15 ตุลาคม นี้ เข้าจะนัดกันทำสัญญา ผู้ที่บ่เห็นชอบกับเขาสามารถถอนตัวได้ เมื่อทำสัญญากันผ่านแล้ว เขาจะโอนเงินเข้าให้ผ่านธนาคารกรุงเทพ

Cr.Bancha Yrom
Read More

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Unknown

ศาสนาอิสลาม เป็นอันตรายต่อชาวพุทธ เป็นอย่างมาก!!!

ศาสนาอิสลามอันตรายต่อชาติพันธ์ุอีสานเป็นอย่างมาก !!!
ไม่เหมือนศาสนาอื่นๆ ที่เขาอยู่อย่างสันติสุขและมีสิทธิเสรีภาพร่วมกันอย่างเสรีได้ 



 ภายในศาสนาพระเจ้าองค์เดียวกัน แม้จะมีกลุ่มแยกแตกไป ทุกศาสนา เช่นพุทธศาสนาเอง ก็ยังมีพุทธนิกายต่างๆ และคริสต์เองก็ยังมี 2 นิกายเช่นเดียวกัน

 และแต่ละศาสนา ล้วนมีศาสดาของใครของท่าน ต่างคำสอนกันไป คุณรู้หรือไม่ว่า >>ศาสนาเหล่านั้น ที่นับถือองค์ศาสดาองค์เดียวกัน แต่สองความคิด และคำสอน ที่แตกต่าง แต่ศาสนาเหล่านั้นไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรต่อมวลมนุษยชาติเลย

 ถึงแตกต่าง >>แต่ต่างคนต่างอยู่และให้เสรีภาพต่อกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และเกิดความรักสามัคคีกันได้ คนไทยบางคนยังนับถือทั้ง 2 ศาสนาได้ ไม่มีกฏห้าม

แต่ศาสนาอิสลามนี่สิ อันตรายอย่างไรเหรอ ??? ก็อันตรายที่เราเห็นกันจะจะ และเห็นกันทั่วโลกถึงความเป็นอันตรายของอิสลามเรารู้ดีว่ามีดีและไม่ดี 2 กลุ่ม 2 ความคิด ถึงมีการฆ่ากันตัดหัวคนอิสลามด้วยกันก็ล้วนแต่ชาวอิสลามด้วยกันเอง

 นี่ไงครับ สิ่งที่เราไม่ต้องการ ศาสนาคุณคิดต่างกันทั้งๆที่ศาสดาเดียวกัน แต่กลุ่มคิดต่างฆ่าได้ทำทุกอย่างทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อพระเจ้าได้

 สักวันหนึ่งได้เข้ามาแผ่นดินอิสานชักจูงประชาชนที่เขามีความสุขกับการอยู่ในพระพุทธศานามาช้านานคน เกิดอนาคตกลุ่มมุสลิมเข้ามาจากที่อื่นมากมายแฝงทั้งสองความคิดอนาคตบรรลัยแน่นอน

 ขนาดภาคใต้พวกมุสลิมเผาวัดเผาวาทำลายของคนเห็นต่างศาสนา
ศาสนาอื่นๆ ศาสดาองค์เดียวกัน และหลายนิกายหลายความคิดแต่เขาอยู่กันแบบมีความสุข ไม่ไปบังคับใคร ทุกคนมีเสรีภาพ

แต่มุสลิมศาสดาองค์เดียวกัน มีสองนิกายสองความคิด แต่อีกนิกายกลับมีแต่ความรุนแรง ฆ่าคนเห็นต่างศาสนาได้ ดังที่ประชาคมโลกเห็นกัน แค่ด่าศาสดา พวกท่านก็จะหาวิธีฆ่าอย่างเดียว นี่แค่บางส่วนเท่านั้น

ส่วนผลกระทบต่อคนอิสาน ที่มีฮีต 12 คอง 14 ตลอดทั้งปีคนอิสานมีความรักความสามัคคีกันเวลาทำบุญงานบุญงานศีลก็จะร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ

 และมีสิ่งบันเทิงรื่นเริงต่างๆในวัฒนธรรมแบบอีสานไม่ว่าจะงานบุญ งานแต่ง งานศพ งานบวช และงานอื่นๆมากมายล้วนแต่ผูกพันธ์กับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 พวกเราอยู่อย่างสงบและมีความสุขไม่มีความระแวงเรื่องระเบิดหรือก่อการร้าย อย่าให้อนาคตได้มีแต่ความระแวงอีกเลย ต่างคนต่างอยู่ 

ไปสร้างที่มีคนมุสลิมอยู่กันเยอะ ลองคิดดูถ้ามัสยิดอยู่ในหมู่บ้าน และชาวบ้านบางคนแน่นอนอาจจะมีการหลงเชื่อเข้าไป คิดดูครับ งานศพ งานแต่ง และงานอื่นๆทำกิจกรรม 2 ศาสนา วุ่นวายแน่

 ทุกวันมีละหมาดเสียงดัง ตลอดใน5เวลา และทางวัดก็สวดมนต์ทำวัตร คนต่างคนไปทำกิจกรรมของศาสนาดัวเอง ความเชื่อแตกแยกในครอบครัวเกิดขึ้น

 ความสุขที่อีสานเคยมี ความสามัคคีต่างๆน้อยลง สุดท้ายขัดแย้งกัน และนำไปเป็นเหตุให้ทำร้ายกัน เผาวัดเผาวา ดั่งสามจังหวัดชายแดนใต้และทั่วโลก หยุดตั้งแต่ตอนนี้ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

 นี่ไม่ใช่นิยายหรือมโนไปเองของแท้แน่นอน เพราะทางภาคใต้ก็ยังเป็นอยู่ทุกวันนี้ หลายๆอย่างครับมากมายที่แตกต่างกันและไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

 ไม่เหมือนศาสนาอื่นๆ มุสลิมไม่คุมกำเนิดมีภรรยาหลายคนได้ ใครแต่งงานด้วยต้องถือมุสลิมอีก พวกเราจะไม่ยอมให้อิสลามเกลื่อนทั้งอีสาน หรือไม่ยอมให้ถูกกลืนได้ในอนาคต !!!

Cr.บึงกาฬไม่เอามัสยิด
Read More

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Unknown

อีลสๅมไม่ว่าที่ไหน ? อยู่กับใครไม่ได้จริงๆ

อีลสๅมไม่ว่าที่ไหน อยู่กับใครไม่ได้จริงๆ 


เมื่อพวกเขามีกำลังเมื่อไหร่เป็นต้องทำสงครามศาสนาหาทางยึดประเทศนั้นๆ ให้ได้ 

https://www.facebook.com/mahachonkonkla/videos/1183412708386808/?hc_ref=NEWSFEED

ถ้ายึดไม่ได้ก็ขอแบ่งแยกประเทศนั้นก็ยังดี นี่คือลัทธิอีลสๅมเขาล่ะ
----------------------------------
เปิดโปงโดย : คุณ Jaew
Read More

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Unknown

ข้าราชการไทยปัจจุบัน ถูกอิสลามยึดหมดแล้วจริงหรือ ???

:: ที่นี่ประเทศไทยดินแดนที่เอาใจและให้โอกาสกับศาสนาอื่นจนขาดความเฉลียวใจ!!!

ภาพชาวมุสลิมปิดล้อมวัดหนองจอก


 ไม่เคยเอาอดีตมาศึกษาว่า "เมื่อใดก็ตามที่แต่งตั้งคนนอกศาสนามาเป็นผู้มีอำนาจระดับนโบายหรือผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกระทรวงทบวงกรม

 คนเหล่านั้นได้ออกกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อศาสนาของเขาขึั้นมาใช้ทันที เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นอิสลาม อธิบดีกรมการศาสนาเป็นคริสต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีช่วยฯเป็นอิสลาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นอิสลาม ก็เคยมีมาแล้วทั้งสิ้น

 ถึงขนาดต้องนำพระพุทธรูปประจำกระทรวงออกจากห้องรับรองก็เคยมีมาแล้ว และคนเหล่านี้มาออกนโยบายเอื้ออำนวยกับอิสลามมากมาย !!!



  มาผลักดันกฎหมายสำคัญ ๆ และเมื่อกฎหมายมีผลบังคับแล้ว วันหนึ่งวันใด คนของเขามามีอำนาจโดยตรงตามกฎหมาย ก็จะทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์กับพวกเขาเกิดขึ้นตามมาอีกมากมายอย่างง่ายดาย

  เพราะมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวทางการเมืองของคนพุทธไม่เคยคิดวิเคราะห์ให้รู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้เลย วันนี้จึงอยากให้ชาวพุทธได้รับรู้และพิจารณาดูพรบ.ศาสนาอิสลาม ๒ ฉบับ 
* * * * *
@ กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ในการบริหารประเทศชาติ เมื่อศัตรูยึดกฎหมายได้ และออกกฎหมายมาบังคับพลเมืองได้ ประชาชนก็ถูกกำจัดด้วยกฎหมาย ไม่ตายก็เหมือนตาย ไม่สิ้นชาติก็เหมือนสิ้น

@ มูลเหตุที่พูดเช่นนี้ เพราะมีกฎหมายและ พรบ.ของศาสนาอิสลามที่ประกาศใช้ทับกับกฎหมายไทยอยู่ในเวลานี้ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องเลย และส่วนมากก็คิดว่ามันเป็น พรบ.บริหารกิจการภายในของศาสนาอิสลามเอง คงไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อคนในศาสนาอื่นมั้ง คนทั่วไปคงคิดเช่นนี้

 แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น มันเป็นกฎหมายที่แอบแฝงเข้ามาอยู่ในอำนาจของรัฐ แล้วมีผลบังคับให้รัฐต้องทำตาม พรบ.นั้นๆ ด้วย เช่น ต้องจัดสรรงบประมาณให้เขา การแต่งตั้งคนของเขาให้เป็นพระราชอำนาจ รวมไปถึงมีบทลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามอีกด้วย และอัตราโทษทั้งจำทั้งปรับในอัตราที่สูงผิดปกติ

@ ต่อไปนี้ เป็นบทวิเคราะห์และชี้ประเด็นที่เป็นการยึดครองประเทศไทยโดยกฎหมายอย่างไร ขอเริ่มที่พรบ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐

๑. ด้านบุคลากรที่ถูกยกระดับด้วยกฎหมาย
ตามความในมาตรา ๖ กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย โดยให้นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นจุฬาราชมนตรีขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง และให้มีเงินเดือนตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ในมาตรา ๘ ได้กำหนดหน้าที่ของจุฬาราชมนตรีไว้ว่า

(๑) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม (ซึ่งศาสนาอื่นๆ ไม่เคยมีอำนาจหน้าที่เช่นนี้มาก่อน) นี้เป็นเหมือนดาบอาญาสิทธิ์ว่า ทางราชการจะทำอะไรนั้นจะต้องหารือเขาเสียก่อน และห้ามทำเกินกว่าที่เขาเสนอความเห็นมา

(๒) ถ้าจุฬาราชมนตรีไม่ให้คำปรึกษาเอง ยังมีอำนาจแต่งตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามได้อีกด้วย ดังนั้น ไม่ว่าหน่วยงานราชการไหน จะทำอะไรที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเขาทั้งหมด

 ซึ่งศาสนาอื่นๆ เช่นศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาหลักของประเทศยังไม่มีสิทธิ์เช่นว่านี้เลย และที่สำคัญคำว่า บทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามนั้น หมายถึงคัมภีร์อัลกูรอาน ที่เต็มไปด้วยการสั่งฆ่าผู้ไม่ได้นับถืออิสลาม หรือแม้แต่คนที่นับถือแล้ว จะหันหลังให้อิสลาม นั่นแสดงว่า ความรุนแรงกำลังจะตามมาแน่นอน

@ นอกจากนี้ มาตรา ๑๖ ยังกำหนดให้โปรดเกล้าแต่งตั้งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยขึ้น แต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และมาตรา ๒๓ กำหนดให้จังหวัดใดที่มีมัสยิด ๓ แห่งขึ้นไป

 ให้จังหวัดนั้นแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขึ้นคณะหนึ่งจำนวน ๙ ถึง ๓๐ คน และให้มีประธาน รองประธาน เลขานุการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามความจำเป็น และให้กระทรวงมหาดไทยประกาศชื่อผู้ได้รับตำแหน่งต่างๆ ในราชกิจจานุเบกษา นี้คือ การกำหนดให้หน่วยงานราชการต้องเป็นผู้รับสนองงานของพวกตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  นอกจากนี้ มาตรา ๑๐ ยังกำหนดไว้ว่า (๑) จุฬาราชมนตรี (๒) กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (๓) กรรมการอิสลามประจำจังหวัด (๔) กรรมการอิสลามประจำมัสยิด มีสิทธิ์สวมเสื้อครุยและประดับเข็มพระปรมาภิไธยได้เหมือนกันหมดทุกคน นี้คือ การยกระดับคนของเขาให้สูงกว่าคนในศาสนาอื่นๆ

คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีหน้าที่๑๑ ข้อ ขอนำมาเฉพาะที่สำคัญๆ คือ

(๑) ให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ข้อนี้คือตั้งบุคคลกำกับจี้ให้ ๒ กระทรวงนั้นต้องจัดสรรงบประมาณต่างๆ ออกมาให้ศาสนาอิสลามตามที่กำหนดไว้ในมาตราต่างๆ อย่างไม่มีทางเลือก


(๔) ออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและการจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและมัสยิด


(๑๐) ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางศาสนาและการศึกษาศาสนาอิสลาม


(๑๑) ประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในกิจการที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม


เหล่านี้ คือ คนของศาสนาอิสลามจะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการอยู่ตลอดเวลา จึงเท่ากับว่าเขาครอบงำหน่วยงานของรัฐได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้วนั่นเอง

มาตรา ๓๐ ได้กำหนดกรรมการอิสลามประจำมัสยิดไว้ดังนี้ (๑) อิหม่าม เป็นประธานกรรมการ (๒) คอเต็บ เป็นรองประธาน (๓) บิหลั่น เป็นรองประธาน และทั้ง ๓ คนนี้ ให้ถือว่าไม่เป็นนักพรตหรือนักบวช เพื่อให้สามารถเล่นการเมืองได้ (๔) สัปปุรุษประจำมัสยิด โดยกำหนดให้มี ๖ -๑๒ คน ที่มีอายุตั้งแต่๑๕ ปีขึ้นไป

สรุปว่า ตามพรบ.อิสลามฉบับนี้ บุคลากรของศาสนาอิสลามทุกคนได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้ง มีเงินเดือนประจำตำแหน่ง มีสิทธิสวมเสื้อครุยและประดับเข็มปรมาภิไธยได้ และเป็นที่ปรึกษากำกับกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ มันเป็น พรบ.ที่เป็นเหมือนกฎหมายทับซ้อนกับกฎหมายไทยอีกอันหนึ่งที่คนทั่วไปไม่ทราบ

๒. ผลประโยชน์ที่ไม่ต้องลงทุน
มาตรา ๕ กำหนดว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 มาตรานี้ เป็นการกำหนดหน้าที่ให้ทั้ง ๒ กระทรวงหลักออกกฎระเบียบต่างๆ มาสนองงานของศาสนาอิสลามได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ตามคำปรึกษาเสนอแนะของคณะกรรมการกลางอิสลาม เช่น มาตรา ๑๑ กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการตั้งอิสลามวิทยาลัยขึ้นได้ในทุกจังหวัด เมื่อเห็นสมควร

 ข้อนี้ถ้ามีคนอิสลามขึ้นมาเป็นเจ้ากระทรวงจะมีอิสลามวิทยาลัยขึ้นได้ทุกจังหวัดเลย และจะรวดเร็วมากๆ สิ่งที่ซ้ำใจที่สุด คือ ทุกอย่างใช้งบประมาณหลวงทั้งหมด ตั้งแต่ซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้าง อุปกรณ์การเรียน รวมไปถึงค่าสอนที่เป็นครูอิสลาม แต่สอนศาสนาอิสลาม เรียนภาษาอิสลาม

 ต่อมา มาตรา ๑๒ การสร้าง การจัดตั้ง การย้าย การรวม การเลิก และการจดทะเบียนมัสยิด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกระทรวง การจัดตั้งการร่วม และการเลิกมัสยิดให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

การสร้างมัสยิดในข้อนี้ ก็เช่นเดียวกันใช้งบประมาณหลวงทั้งหมด และกรรมการประจำมัสยิดก็มีเงินเดือน เรียกว่า ใช้ของหลวงฟรี ด้วยผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ที่พวกเขาไม่ต้องลงทุนเลย มีแต่ได้ล้วนๆ พวกเขาจึงเร่งหาสถานที่สร้างมัสยิดให้ครอบคลุมทั้งประเทศและเป้าหมายคือ ให้ครบทุกตำบล

นอกจากใช้งบหลวงแล้ว ผู้รับเหมาสร้างมัสยิดจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากพวกเขาเอง โดยมัสยิดแต่ละแห่งใช้งบประมาณเป็นหลัก ๑๐๐ ล้านบาท และเงินเหล่านี้พวกเขาก็ได้เองทั้งหมด

ถ้าพรบ.ฉบับนี้เปลี่ยนชื่อจากพระราชบัญญัติบริหารกิจการศาสนาอิสลาม มาเป็นพระราชบัญญัติบริหารกิจการพระพุทธศาสนาแล้ว พวกเราชาวพุทธไม่ต้องเหนื่อยกับการบอกบุญใครๆ อีกต่อไป แม้นั่งอยู่ที่บ้านหรือนอนอยู่ที่วัดก็จะมีเม็ดเงินต่างๆ ไหลเข้ามาหาอยู่ตลอดเวลา ศาสนาคงจะเจริญรุ่งเรืองมาก ถ้าเป็นเช่นที่ว่านี้ มันคงจะสบายไปตลอดชาติเลยชาวพุทธเรา

๓. พรบ.ส่งเสริมการฮัจย์ ๒๕๒๔
อีกฉบับหนึ่งของ พรบ.อิสลาม คือ พรบ.ส่งเสริมการฮัจย์ มาตรา ๖ ได้กำหนดหน้าที่ให้กระทรวงต่างๆ ของไทยทั้งหมด ๑๓ กระทรวงด้วยกัน ในการมีส่วนช่วยการไปทำพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดิอารเบียของคนมุสลิม ประกอบด้วย

๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 
๒. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 
๓. ปลัดกระทรวงคมนาคม 
๔. ปลัดกระทรวงมหาดไทย 
๕. ผู้แทนกระทรวงต่างประเทศ 
๖. ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข 
๗. ผู้แทนกรมการปกครอง 
๘. ผู้แทนกรมตำรวจ 
๙. ผู้แทนกรมประชาสงเคราะห์ 
๑๐. ผู้แทนกรมประมวลข่าวกลาง 
๑๑. ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ 
๑๒. ผู้แทนคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 
๑๓. ผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆ อีกไม่เกิน ๔ คน

นอกจากนี้ มาตรา ๑๔ ยังกำหนดให้อธิบดีกรมการศาสนาเป็นเลขาธิการโดยตำแหน่ง และให้กรมการศาสนาทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ อีกด้วย มีหน้าที่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการหรือที่กรรมการมอบหมาย ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และอื่นๆ

จากทั้ง ๒ มาตรานี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมากต้องมาบริการชาวมุสลิมที่ต้องไปฮัจย์ทุกปี และจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้พวกเขาไปฟรี ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะมีกฎหมายมาตราสำคัญบังคับไว้ให้ต้องทำ คือ

มาตรา ๑๕ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕ (๑) หรือ (๒) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๑๖ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕ (๓) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๑๗ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ เงื่อนไข หรือมาตรการใดๆ ซึ่งออกตามมาตรา ๑๑ (๒) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

ในการไปฮัจย์นี้ก็คล้ายๆ กับการสร้างมัสยิด คือมีบริษัทมารับเหมาช่วงในการรับจัดบริการขนส่งให้กับผู้ไปฮัจย์ด้วย โดยมาตรา ๕ (๑) (๒) (๓) กำหนดให้มีการรับจัดบริการขนส่ง ซึ่งผู้ที่ไปจะถือไปเองไม่ได้ ต้องมีบริษัทรับเหมาขนสัมภาระให้ตลอดการเดินทาง และบริษัทเหล่านี้ ก็เป็นของพวกเขาเอง ไม่ต่างไปจากการสร้างมัสยิดเลย

สรุปว่า ข้าราชการไทยทุกตำแหน่งถูกอิสลามยึดหมดแล้ว ที่สำคัญ คือ งบประมาณมหาศาลที่ใช้ไปกับกิจการของอิสลามทั้งสร้างมัสยิด ทั้งการไปฮัจย์ และอื่นๆ แต่ละปีหลายพันล้านบาท หรืออาจเป็นหมื่นล้านบาท

ขอให้ท่านทั้งหลายหลับตานึกภาพดูจะรู้ว่า ประเทศไทยเรา ที่บรรพบุรุษกอบกู้มา และรักษาไว้ จะมาสิ้นชาติเอาในยุคของพวกเรานี้เอง..... เศร้าสุดๆ....อนิจจา! 

รู้แล้วก็เก็บไว้ ไม่ต้องแชร์หรอกนะ รอให้คนนอกศาสนามาเป็นใหญ่ในบ้านเมืองให้มาก ๆ แล้วค่อยแชร์
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559

Unknown

รู้ไว้ใช่ว่า... มัสยิดเป็นมากกว่าศาสนสถาน !!!

มัสยิดเป็นมากกว่าศาสนสถาน !
อีก ๑ เหตุผล : ทำไมประเทศไทยต้องมี "มัสยิด" ?

เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า "มัสยิด" คือศาสนสถานในศาสนาอิสลาม เพื่อให้ชาวมุสลิมได้ใช้เป็นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาตามที่ชาวมุสลิมทั่วโลกปฏิบัติกัน !!



แต่... สำหรับประเทศไทยนั้น "มัสยิด" เป็นสิ่งบ่งชี้ในแต่ละพื้นที่มากกว่านั้น !!

นั่นคือ "มัสยิด" เป็นสิ่งยึดโยงให้ "ศาสนจักรมีผลผูกพันกับอาณาจักร" ซึ่งได้มีการตราเป็นกฎหมายไว้อย่างชัดเจนใน พ.ร.บ. การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ หมวด ๔ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (ตั้งแต่มาตราที่ ๒๓ ถึง ๒๙)

ซึ่งมีสาระสำคัญที่น่าสนใจ คือ มาตรา ๒๓ กำหนดไว้ว่า..

"จังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลามและมีมัสยิดไม่น้อยกว่า ๓ มัสยิด ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยประกาศให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และให้ให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ"

 นอกจากนั้นอำนาจหน้าที่ใน มาตรา ๒๖ ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ยังน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือ (๑) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด นั้นๆ

สรุปก็คือ "จังหวัดไหนที่สามารถสร้างมัสยิดได้ครบ ๓ แห่งเมื่อไหร่ ก็จะมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยกฎหมาย และเมื่อไหร่สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ครบ ๗๗ จังหวัด เมื่อนั้นก็จะมีที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด ทั่วประเทศตามกฎหมาย"

หมายเหตุ : ขณะนี้มีจังหวัดที่สร้างมัสยิดครบ ๓ แห่งแล้ว จำนวน ๓๙ จังหวัด (ข้อมูลเมื่อ ๓๐ ก.ย. ๒๕๕๘)

ภาพประกอบ : มัสยิดกลาง จังหวัดสงขลา
อ้างอิงข้อมูล : สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 
http://www.cicot.or.th/

cr. ไอดิน ถิ่นธรรม
Read More